[ประตูท่าแพ] 1 ในสัญลักษณ์ของเชียงใหม่

ประตูท่าแพ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ที่หลายคนรู้จักกันดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เชียงใหม่มีจัดงานสงกรานต์หรือประเพณีอะไรก็ตาม ประตูท่าแพ มักจะเป็นที่หมายแรกๆที่งานสำคัญๆจะจัดขึ้นตลอดเวลา อาจเรียกว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวหลายคนเลือกจะมาถ่ายรูปที่นี่ อะไรที่ทำให้โบราณสถานแห่งนี้ทรงคุณค่าและเป็นที่หมายตาของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเชียงใหม่ วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน สำหรับผู้ที่กำลังจะวางแผนเดินทางไปที่ประตูท่าแพหรือสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆในจังหวัดเชียงใหม่และกำลังมองหารถเช่าเชียงใหม่ราคาถูก สามารถจองรถเช่าออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง กับ ECOCAR rent-a-car ได้ที่นี่ในตอนนี้และทันทีเลยนะ รถเช่าเชียงใหม่ราคาถูก

มาเชียงใหม่ทั้งที อย่าไปแค่ประตูท่าแพอย่างเดียว ไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ อ่านบทความแนะนำที่เที่ยวเชียงใหม่ได้ที่ 10 ที่เที่ยวเชียงใหม่ ของมันต้องไปให้ได้

ท่าแพ, ประตูท่าแพ

ประวัติประตูท่าแพ

ประตูท่าแพ หรือชื่อเดิม ประตูเชียงเรือก เป็นประตูทางทิศตะวันออกและเป็น 1 ใน 5 ประตูเมืองชั้นในของเวียงเชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นประตูเมืองเพียงแห่งเดียวที่มีบานประตูและเป็นจุดตั้งต้นของถนนคนเดินทาแพในวันอาทิตย์ อีกทั้งยังเป็นลานจัดกิจกรรมประเพณีต่างๆ ของเมืองเชียงใหม่

ประตูท่าแพ(ชั้นใน) เดิมเป็นประตู 2 ชั้น วางตำแหน่งเยื้องกันและมีป้อมยื่นออกมาข้างประตูเมือง เพื่อใช้เป็นปราการป้องกันเมืองยามศึกสงครามในอดีต ดังปรากฏในแผนที่เมืองนครเชียงใหม่ พ.ศ. 2436ในรัชสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์

ประตูท่าแพซึ่งตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้ เทศบาลนครเชียงใหม่และกรมศิลปากรได้ร่วมกันสร้างขึ้นมาใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ประกอบกับภาพถ่ายประตูเมืองเชียงใหม่ประตูหนึ่ง (ปัจจุบันสันนิษฐานเป็นประตูท่าแพชั้นนอก บริเวณวัดแสนฝาง) ซึ่งถ่ายเมื่อปี พ.ศ. 2422

ประตูท่าแพที่ถูกเรียกกันในปัจจุบันนั้น แท้จริงมีนามว่า “ประตูเชียงเรือก” เพราะอยู่ใกล้หมู่บ้านเชียงเรือก สร้างขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยพญามังราย เมื่อแรกตั้งเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 1839 ส่วนประตูท่าแพของจริงนั้นเดิมเคยตั้งอยู่บริเวณสี่แยกวัดแสนฝาง ซึ่งเป็นประตูของแนวกำแพงเมืองชั้นนอก ต่อมาเมื่อมีการรื้อแนวกำแพงชั้นนอกออกจึงเหลือแต่ประตูเชียงเรือกที่เป็นประตูชั้นใน ชาวบ้านจึงเรียกประตูเชียงเรือกนี้ว่าประตูท่าแพแทน

ในสมัยโบราณ คำว่า “เชียง” หมายถึง “เวียง” หรือ “เมือง” ส่วนคำว่า “เรือก” นั้นมีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า เรือ หรือ เฮือ ซึ่งหมายถึง พาหนะที่ใช้เดินทางไปมาทางแม่น้ำ คู ครอง ฝายเหมือง เป็นต้น ดังนี้ คำว่า “เชียงเรือก” หากพูดเป็นภาษาชาวบ้าน ก็อาจแปลออกมาได้เป็นเชียงเรือ หรือเวียงเรือ ซึ่งก็หมายถืงเมืองของเรือ ที่ขายของทางเรือ หรือสถานที่มีเรือมากก็ว่าได้ เหตุนี้ในสมัยต่อมาจึงถูกเรียกว่าท่าแพ ซึ่งก็มีความหมายเดิม คือที่จอดแพหรือเรือ มีความหมายเดียวกันคือ เมืองของเรือ ที่ขายของทางเรือ หรือสถานที่มีเรือมาก

ท่าแพ, ประตูท่าแพ

ไฮไลท์สำคัญของประตูท่าแพ

ประตูท่าแพ เป็นหนึ่งจุดเช็คอินไฮไลท์ของจังหวัด ถ้าไม่มาก็ไม่ถึงเชียงใหม่ เป็นจุดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมาถ่ายภาพเดินผ่านฝูงนกพิราบที่บินผ่านตัวไปมา หรือแนบพิงอิงกำแพงอิฐสีส้มและประตูสวยงามที่มีเก่าแก่และมีความขลัง โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็นที่มีแสงส่องกระทบลงมาบริเวณกำแพงจะสวยงามมาก บริเวณรอบกำแพงตกแต่งดี ดูโล่งสะอาดตา เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คุณสาวๆมักแต่งตัวมาเพื่อถ่ายรูปที่จุดนี้ ประตูท่าแพ เป็นประตูเมืองเพียงแห่งเดียวที่มีบานประตู และเป็นจุดตั้งต้นของถนนคนเดินท่าแพในวันอาทิตย์ อีกทั้งยังเป็นลานจัดกิจกรรมประเพณีต่างๆ ของเมืองเชียงใหม่

สำหรับการเดินทางมาที่นี่ ซึ่งไม่มีที่จอดรถ แนะนำให้จอดรถไว้บริเวณใกล้เคียง แถวนั่นมีวัดหลายวัดที่สามารถจดรถได้ แล้วนั่งรถสองแถวแดงมาลงด้านหน้าทางเข้า  เริ่มแรกต้องมาโพสต์ท่ากับบันได ทางขึ้นกำแพงก่อน จากนั้นก็ต่อด้วยท่าพิงกำแพง

สิ่งที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่ คือ ถ่ายกับนกพิราบ บริเวณประตูท่าแพ จะมีคนมาขายอาหารนกพิราบถุงละ 20 บาท แต่การได้ภาพนกพิราบบินผ่านตัวแบบสวยๆ นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายต้องมีจังหวะการโปรยอาหาร และจังหวะสะกิดนกพิราบให้บินหนี หมดค่าอาหารไปหลายบาทเลยทีเดียว และทุกวันอาทิตย์ตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงเที่ยงคืน ถนนสายนี้จะกลายเป็นแกลเลอรีจัดแสดงงานศิลปะและงานฝีมือท้องถิ่น และถนนคนเดินที่มีร้านค้ามาตั้งขายของหลายร้าน

ท่าแพ, ประตูท่าแพ

การเดินทางมาประตูท่าแพ

ประตูท่าแพ คุณสามารถเดินทางไปได้ด้วยช่องทางต่างๆดังนี้

โดยรถประจำทาง
มีทั้งรถประจำทางธรรมดาและรถปรับอากาศไปเชียงใหม่ ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2 ทุกวันตั้งแต่ 8:00 – 21:00 น. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง จากนั้นให้นั่งรถแดงเข้าไปเพื่อไปประตูท่าแพ

โดยรถส่วนตัว
จากกรุงเทพมหานคร ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง สามารถเดินทางได้ 2 เส้นทางดังนี้
เส้นทางที่ 1: ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 32 (ถนนสายเอเชีย) ผ่านพระนครศรีอยุธยา อ่างทองและนครสวรรค์ จากนั้นเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 117 มุ่งหน้าสู่พิษณุโลกและทางหลวงหมายเลข 11 มุ่งหน้าสู่ลำปาง ลำพูนและเชียงใหม่รวมระยะทางทั้งหมดประมาณ 695 กิโลเมตร
เส้นทางที่ 2: จากเส้นทางนครสวรรค์ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านกำแพงเพชร ตาก ลำปางและเชียงใหม่รวมระยะทางทั้งหมด 696 กิโลเมตร
เมื่อมาถึงเชียงใหม่ ให้ขับรถจากสถานีรถไฟเชียงใหม่ไปประมาณ 2-3 กิโลเมตรก็จะมาถึงประตูท่าแพ

โดยเครื่องบิน
ภายในประเทศ มีสายการบินเปิดให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ทุกวัน อาทิ เช่น
1.การบินไทย มีบริการเที่ยวบินประจำระหว่างกรุงเทพฯ – เชียงใหม่
2.บางกอกแอร์เวย์ มีบริการเที่ยวบิน กรุงเทพฯ – สุโขทัย – เชียงใหม่
3.ไทยแอร์เอเชีย มีบริการเที่ยวบินระหว่าง กรุงเทพฯ – เชียงใหม่
4.นกแอร์มีบริการเที่ยวบิน กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ และ เชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน
5.วันทูโก มีบริการเที่ยวบิน กรุงเทพฯ – เชียงใหม่
จากนั้นลงจากสนามบินมา แล้วขับรถไปประตูท่าแพประมาณ 7-8 กิโลเมตร

โดยรถไฟ
โดยรถไฟจากกรุงเทพฯ รถไฟวิ่งไปสุดทางที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ มีทั้งรถเร็ว รถด่วน รถด่วนพิเศษนครพิงค์ และรถด่วนพิเศษสปรินเตอร์ไปจังหวัดเชียงใหม่ทุกวัน ออกจากสถานีรถไฟหัวลำโพง กรุงเทพมหานครใช้เวลาเดินทางประมาณ 11 – 12 ชั่วโมง เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 8:00 น. – 22:00 น. จากนั้นออกจากสถานีรถไฟแล้วนั่งรถไปประตูท่าแพ ระยะทางประมาณ 2-3 กิโลเมตร

และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของ [ประตูท่าแพ] 1 ในสัญลักษณ์ของเชียงใหม่ เป็นอย่างไรกันบ้าง น่าสนใจเลยใช่ไหม และสำหรับใครก็ตามที่อยากไปประตูท่าแพและสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆของจังหวัดเชียงใหม่ สามารถเลือกใช้บริการรถเช่าเพื่อขับไปเที่ยวเองได้ที่ เช่ารถขับเอง กับ ECOCAR rent-a-car ไว้ในใจเลยนะ บริษัทเช่ารถนี้จดทะเบียนธุรกิจกับกรมการค้าแล้ว มากด้วยประสบการณ์ในการให้บริการเช่ารถมามากกว่า 9 ปี มีรถยนต์หลายร้อยคัน ทุกคันมีคุณภาพดี อายุใช้งานไม่ถึง 5 ปี มากด้วยบริการที่หลากหลาย ทั้งเช่ารถขับเอง-เช่ารถพร้อมคนขับ-เช่ารถระหว่างซ่อม-เช่ารถหรู-เช่ารถตู้-เช่ารถกระบะ-เช่ารถมอไซต์-เช่ารถรายวัน-เช่ารถรายเดือน ทุกคันมีน้ำมันเติมให้เต็มถัง พร้อมกับประภัยชั้นหนึ่งให้ด้วย มีแม่แรงและยางอะไหล่ไว้เปลี่ยนให้ ที่สำคัญคือรถทุกคันขับขี่ไปได้ทั่วไทย ไม่จำกัดระยะทางด้วยนะ

ไปเชียงใหม่ทั้งที อยากให้ไปที่ดอยอินทนนท์ด้วย เป็นแลนด์มาร์คเหมือนกัน ลองอ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับดอยอินทนนท์ได้ที่ ดอยอินทนนท์ เสน่ห์แห่งเมืองเชียงใหม่ กับ 5 จุดสำคัญที่ต้องไป