SEO คืออะไร?

ในกระแสการทำธุรกิจอะไรก็ตาม ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่หรือคนที่กำลังสนใจในการทำธุรกิจออนไลน์ต้องเคยได้ยินคำว่า “SEO” ที่เคยผ่านหูกันมาบ้างและความเข้าใจสุดแสนจะเบสิกว่า มันคือการทำให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรก Google นั้น กลายเป็นความรู้พื้นฐานระดับง่ายๆไปซะแล้ว หรือถ้าไม่รู้จักเลยว่า มันคืออะไร คุณยิ่งต้องไม่พลาดที่จะอ่านบทความนี้ แล้วยังไงล่ะ!? จะเป็นเจ้าของธุรกิจทั้งทีต้องรู้เรื่องอะไรพวกนี้ด้วยหรือ? คำตอบคือ “ใช่” หากคุณรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า  มันจะช่วยให้ธุรกิจของคุณมีช่องทางในการทำให้คนทั่วไปรู้จัก เพิ่มโอกาสในการขาย หรือสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจได้มากแค่ไหนล่ะก็ ถึงตอนนั้นคุณจะไม่กล้ามองข้ามอีกต่อไป อาจจะกล่าวได้ว่า SEO คือช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตยิ่งขึ้นไปก็ว่าได้

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ GOOGLE MAPS กับวิธีใช้นับ 108

SEO คือ google seo

SEO คืออะไร?

“SEO” หรือ “Search Engine Optimization” คือ วิธีการปรับแต่งเว็บไซต์ การปรับปรุงเนื้อหา และการเพิ่ม Backlink ซึ่งเป็นลิงค์ที่มีคุณภาพมายังเว็บไซต์ เพื่อให้เว็บไซต์ติดอยู่ในอันดับต้นๆ บน Search Result Page (หน้าแสดงผลการค้นหา) เมื่อกรอก Keyword (คำค้นหา) ที่ต้องการผ่าน Search Engine (เครื่องมือค้นหา) ต่างๆ อาทิ Google, Yahoo!, Bing เป็นต้น โดยเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ในระยะยาว เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ค้นหาข้อมูลผ่าน Google มากเป็นอันดันหนึ่งในหลายๆ ประเทศ ทั้งในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อินเดีย ญี่ปุ่น เป็นต้น ส่วนใหญ่จึงเน้นการทำบน Google เป็นหลัก ทั้งนี้ แต่ละ Search Engine ก็มีหลักการที่ไม่ต่างกันนัก นั่นคือ “User Experience (UX)” หรือ “การมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด” ดังนั้นการทำ SEO ตามหลักของ Google จะเน้นการทำเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ ให้ข้อมูลที่ตรงกับ Keyword ที่ใช้ค้นหา จึงสามารถส่งผลในการทำใน Search Engine อื่นๆ อีกด้วย

ถ้าจะให้อธิบายแบบละเอียดสักนิด มันเป็นวิธีการทางการตลาดดิจิทัลที่จะทำให้เว็บไซต์แบรนด์ สินค้า บริการ ธุรกิจของคุณขึ้นหน้าแรกของ Google เมื่อมีการค้นหาด้วยคำ Keyword ที่กำหนดเอาไว้โดยไม่ได้ซื้อโฆษณา (Google Ads) โดยขั้นตอนการทำนั้นต้องอาศัยองค์ประกอบต่างๆ ทั้งการใช้ Content แบบ Onsite, Outreach, Blog รวมถึงการใส่ Keyword และการทำ Backlink ที่ถือเป็นหัวใจหลักในการทำให้เว็บไซต์ของคุณไต่อันดับจากหน้าท้ายๆ ขึ้นมาจนถึงหน้าแรกได้แบบ Organic เป็นช่องทางการตลาดออนไลน์ที่ต้องอาศัยทั้งระยะเวลาและการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในระยะยาว และด้วยเหตุที่ไม่ต้องเสียเงินให้ Google แม้แต่บาทเดียว สิ่งที่ต้องทำจึงเป็นการพัฒนาและจัดระเบียบเว็บไซต์ไปพร้อมๆ กับการปรับปรุง Content เพื่อสร้างเครือข่ายสู่การเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของตนจน Google เห็นว่าเว็บนั้นๆ มีศักยภาพในการดึงดูดผู้เข้าชม และตอบโจทย์ผู้ใช้ จึงจะค่อยๆ เลื่อนลำดับหน้าเว็บ ให้ขึ้นมาอยู่บนหน้าแรก ยิ่งเป็นตำแหน่งแรก (บนสุด) ด้วยแล้วถือเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุด ที่ทุกธุรกิจต่างแย่งชิง

ปัจจัยในการทำ SEO คืออะไรบ้าง?

ปัจจัยในการทำ นั้นมี 7 ข้อหลักดังต่อไปนี้
-โฮสติ้งหรือที่ๆ เราใช้ฝากเว็บไซต์ของเรา
-ชื่อเว็บไซต์หรือโดเมนเนม
-Title หรือชื่อจำกัดความของหน้าเว็บไซต์
-Description หรือคำอธิบายของหน้าเว็บไซต์
-Keyword หรือคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
-Content หรือเนื้อหาของเว็บไซต์
-ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย

SEO คือทำไมเราต้องทำด้วย?

เพื่อให้เว็บไซต์ของเราได้รับการจัดลำดับ ในอันดับที่ดีขึ้น (ยิ่งเป็นอันดับที่ 1 ใน Keyword นั้น ๆ ด้วยยิ่งดี) เพื่อให้มีคนได้มีโอกาสเข้าเว็บเรามากขึ้นโดยการคลิกที่ลิงค์จากการค้นหาผ่าน Search Engine เพื่อเป็นการประหยัดค่าโฆษณาเว็บไซต์ของเรา ที่ไปติดโฆษณาในที่ต่าง ๆ เพื่อทำให้เว็บไซต์เราสามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น (อันนี้เหมาะกับเว็บ e-Commerce และ e-Marketing ต่างๆ) เพราะการค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine มีคนใช้ถึง 81% เราต้องทำให้คนรู้จักเราให้ได้มากที่สุด การทำมันเป็นการประหยัดเวลาระยะยาว (แต่ใช้เวลาทำนานไม่น้อยกว่า 6 เดือน) ถ้าคุณติดลำดับต้นๆ ในหน้าแรกแล้วจะทำให้เกิดการคลิกและเข้าเว็บเรามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

SEO คือมีประโยชน์ที่ได้รับจากการทำอะไรบ้าง?

-สามารถทำให้ได้กลุ่มลูกค้าที่ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้
-สามารถโปรโมทเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
-สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของท่าน
-ทำให้เว็บไซต์ของท่านติดอันดับบนเว็บเสิร์ชเอ็นจิ้นได้
-ประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเมื่อเทียบกับการโฆษณาประเภทอื่นๆ
-ทำให้เว็บไซต์ของคุณง่ายต่อการค้นหาบนเว็บเสิร์ชเอ็นจิ้น

SEO คือต้องทำอย่างไร?

วิธีการทำสามารถแบ่งได้ตามปัจจัยในการทำ ซึ่งหลักๆ มีดังต่อไปนี้
-ควรเลือกโฮสติ้งที่ดีมีมาตรฐานไม่ล่มบ่อย มี bandwidth ในการเข้าถึงที่ดีจากต่างประเทศเพราะ bots หรือ spider ของเว็บ Search Engine นั้นมาจากต่างประเทศเป็นหลัก
-ชื่อเว็บไซต์หรือโดเมนเนม ควรใช้ชื่อที่สื่อความหมายได้ตรงกับสินค้าหรือตรงกับ keyword ที่เราต้องการทำ
-Title หรือชื่อจำกัดความของหน้าเว็บไซต์ ต้องมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันกับ keyword ที่เราต้องการทำ
-Description หรือคำอธิบายของหน้าเว็บไซต์ ต้องสามารถอธิบายและขยายความ title ที่เรากำหนดได้เป็นอย่างดีและสั้นกระชับได้ใจความ
-Keyword หรือคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ และต้องตรงกับ keyword ที่เราต้องการทำ
-Content หรือเนื้อหาของเว็บไซต์ ต้องเขียนขยาย description อีกทีนึงให้รายละเอียดที่ครบถ้วน
-ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย เช่น การใช้ SSL เข้ามาช่วยในการเข้ารหัสการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องลูกค้ากับเครื่อง server แม่ข่ายอีกที

วิธีการทำให้ติดอันดับ

กลยุทธ์การทำ On-page

 การใส่ Keyword เป้าหมายและ Keyword ที่เกี่ยวข้อง

  • ควรเลือก Keyword สอดคล้องกับเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์ และดูจากปริมาณการค้นหาและหาไอเดียเพิ่มเติมด้วยเครื่องมือต่างๆ เช่น Google Keyword Planner,  KWFinder, Ahrefs
  • ควรใส่ Keyword อย่างพอเหมาะในส่วนที่มีความสำคัญต่างๆ ภายในเว็บไซต์ เช่น Title Tag, Meta Description, H1 tag, H2 tag, เนื้อหาส่วนที่เป็น Plain Text (p tag), alt tag ในรูปภาพ
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Keyword ซ้ำๆ กันเป็นจำนวนมากเพื่อไม่ให้เป็น Keyword Spam หรือ Keyword Stuffing อีกทั้งยังไม่เป็นธรรมชาติเวลา User (ผู้ใช้งาน) มาอ่านเนื้อหา

 การเพิ่มเติมเนื้อหาที่มีคุณภาพ

  • ควรสร้างเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการทำ ในหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการให้ติดอันดับ ตลอดจนหน้าเว็บไซต์อื่นๆ ที่มีเนื้อหาสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกัน พร้อมทำลิงค์เชื่อมโยงเพื่อให้อ่านต่อ
  • ควรสร้างหน้าเว็บไซต์ใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อเพิ่มจำนวนหน้าในเว็บไซต์ เช่นบล็อก สาระความรู้ โดยเนื้อหาควรมีความเกี่ยวข้องกับธีมเนื้อหาหลักของเว็บไซต์
  • ควรเขียนเนื้อหาที่ให้ข้อมูลที่เจาะลึกและมีประโยชน์ พร้อมตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการค้นหา Keyword เพื่อให้เป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพมากที่สุดในสายตาของ User
  • ควรเขียนเนื้อหาหรือเรียบเรียงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่คัดลอกมาจากที่อื่น และไม่ใช้เครื่องมืออัตโนมัติในการสร้างบทความ

 การปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับ Search Engine และ User

  • ควรแบ่งหมวดหมู่เนื้อหาหรือสินค้าให้เป็นระบบตามลำดับชั้น และทำเมนูนำทาง (Navigation) ให้เป็นระเบียบดูเข้าใจง่าย เช่น Home > Product > Category
  • ควรเลือกใช้โครงสร้าง URL ที่ Search Engine สามารถอ่านได้ง่าย หลีกเลี่ยงการใช้ URL แบบ Dynamic ที่มีเครื่องหมาย ? และ =
  • ควรเลือกใช้โครงสร้าง URL ที่ User สามารถอ่านได้ง่าย โดยใช้คำภาษาอังกฤษ และใช้เครื่องหมาย – แบ่งระหว่างคำ เช่น …./what-is-seo/
  • ควรแยก URL หากเว็บไซต์มีหลายภาษา เช่น …/en/ …/jp/ โดยไม่ใช้ Cookies ในการเปลี่ยนภาษา เพราะ URL จะไม่มีการเปลี่ยนตาม ทำให้ Search Engine ไม่สามารถอ่านภาษาอื่นๆ ได้
  • ควรทำหน้าเว็บไซต์ให้โหลดได้รวดเร็วเพื่อไม่ให้ User ต้องรอนาน เช่น ใช้ระบบ Cache, ลดขนาดรูปภาพและไฟล์, แปลงไฟล์รูปภาพเป็น WebP, ทำ Lazy Loading ให้โหลดรูปเมื่อเลื่อนมาถึง
  • ควรเลือกใช้บริการ Hosting ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เว็บไซต์มีความสเถียร ไม่ล่มง่าย รองรับการใช้งานเมื่อมีผู้เข้าใช้เป็นจำนวนมาก และทำให้โหลดได้เร็ว
  • ควรทำหน้าเว็บไซต์ให้รองรับกับอุปกรณ์มือถือ (Mobile-friendly) ซึ่งปัจจุบันยอดผู้เข้าชมส่วนใหญ่ประมาณ 80% มาจากช่องทางนี้

 การอัพเดตเว็บไซต์

  • ควรปรับปรุง หรือเพิ่มเติมข้อความในหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการให้ติดอันดับ เพื่อเนื้อหามีการอัพเดตอยู่ตลอด
  • ควรเพิ่มข้อมูลใหม่ๆ ในเว็บไซต์ เช่น สินค้ามาใหม่ ข่าวสาร โปรโมชั่น ผลงานล่าสุด เพื่อให้เว็บไซต์มีความสดใหม่อยู่เสมอ

กลยุทธ์การทำ Off-page

 การเพิ่ม Backlink ที่มีคุณภาพ

  • ควรสร้างลิงค์จากเว็บไซต์อื่นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเลือกเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีเนื้อหาหรือบริบทเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์หรือ Keyword ของเรา
  • ควรหลีกเลี่ยงการสร้างลิงค์ด้วยบทความเดิมซ้ำๆ หรือการ Spin บทความโดยใช้โปรแกรมเพื่อสร้างบทความใหม่ซึ่งเป็นเนื้อหาที่อ่านไม่รู้เรื่อง

 การเพิ่ม Backlink อย่างเป็นธรรมชาติ

  • ควรทยอยเพิ่ม Backlink ไปเรื่อยๆ เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติ ป้องกันการโดนแบนจาก Search Engine โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก Google
  • ควรหลีกเลี่ยงการสร้างลิงค์ด้วยการโพสตามเว็บบอร์ดหรือเว็บประกาศเป็นจำนวนมาก เพราะเป็น Spam และมีโอกาสทำให้อันดับตกได้

แนวทางการรักษาอันดับ

หลังจากเริ่มทำไปได้สักระยะหนึ่ง จะเริ่มเห็นการพัฒนาของอันดับไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและคุณภาพของเว็บไซต์ของเรา รวมทั้งการแข่งขันใน Keyword นั้นๆ และคุณภาพเว็บไซต์ของคู่แข่ง

  • โดยทั่วไปแล้วอันดับจะไต่ขึ้นมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากอันดับของเว็บไซต์ยังไม่ดีขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ จำเป็นต้องเพิ่มเนื้อหาภายในเว็บไซต์กับเพิ่มจำนวน Backlink ที่มีคุณภาพให้มากยิ่งขึ้น
  • เมื่อเว็บไซต์ติดในหน้าแรกของผลการค้นหาแล้ว ก็ยังจำเป็นต้องอัพเดตเว็บไซต์ เพิ่มเติมเนื้อหา และเพิ่ม Backlink อย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาอันดับเอาไว้

พร้อมที่จะเริ่มทำแล้ว ต้องทำอย่างไรบ้าง

  1. ทำแผนการตลาดสำหรับทำทั้งหมด

การทำแผนการตลาดล่วงหน้าจะช่วยให้คุณคุมงบประมาณได้ โดยขั้นตอนนี้คุณอาจจะต้องทำไปพร้อมๆ กับทีมเอเจนซี่ที่คุณว่าจ้าง เพื่อให้พวกเขาเสนอแนวทางและการใช้งบในส่วนต่างๆ ว่าจะลงเงินในส่วนของการทำเท่าไร ส่วนของค่าบริการเท่าไร ระยะเวลากี่เดือน แล้วต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นๆเสริมหรือไม่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้หากคุณไม่วางแผนล่วงหน้าอาจทำให้งบบานปลายได้และควรคุยกับคนที่คุณว่าจ้างให้ชัดเจนถึงสิ่งที่คุณจะได้ เช่น จะมีรายงานผลการทำทุกๆเดือนหรือไม่ เปลี่ยน Keyword ได้กี่ครั้ง ใครจะเป็นคนกำหนด Keyword เป็นต้น

  1. ค้นหา Keyword ที่ต้องการให้เว็บไซต์คุณติดอันดับหรือนำมาทำ SEO

หากคุณเป็นธุรกิจใหม่ยังไม่มีข้อมูลใดๆ ทั้งนั้น สามารถเริ่มทำได้ด้วยการค้นหา Keyword เป็นอันดับแรก ซึ่งหากอยากลองค้นหาด้วยตัวเองก็จะมีเครื่องมือช่วยค้นหาต่างๆ ดังนี้ (หากต้องการใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพอาจจะต้องจ่ายค่าบริการในบางแพลตฟอร์ม) หลักๆแล้ว Keyword ที่ Optimise ควรมี Search Volume หรือมีปริมาณการเสิร์จทุกๆเดือน และมีความสัมพันธ์กับธุรกิจของคุณ

Google Keyword Planner

เป็นเครื่องมือที่ทาง Google ออกแบบมาเพื่อให้คุณค้นหา Keyword ทั้งยังสามารถตรวจสอบได้ถึงค่าต่างๆ ว่าแต่ละคำนั้นมีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร จุดประสงค์หลักของเครื่องมือนี้คือเอาไว้ช่วยให้คนทำ Google Ads สามารถวางแผนโฆษณาของตัวเองได้ดีขึ้นแต่ก็สามารถนำมาปรับใช้สำหรับงาน เพื่อดูสถิติของแต่ละ keyword ได้เช่นกัน

Uber Suggest

วิธีการก็คือให้คุณพิมพ์ Keyword ที่พอจะนึกเองได้ (ต้องเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือสินค้าที่ตนเองทำ) เมื่อได้ Keyword มาแล้วก็ลองดูที่ Search Volume ว่าคำไหนเป็นที่นิยมบ้างแล้วจึงลองเลือกมาสัก 3-5 คำ ก่อนก็ได้ จากนั้นค่อยเอาคำเหล่านั้นที่เลือกไปปรึกษากับคนทำ เพื่อเข้าสู่กระบวนการในลำดับต่อไป

Ahrefs

อีกหนึ่งเครื่องมือสำหรับตรวจสอบ Keyword ที่เอเจนซี่นิยมใช้กัน โดยความสามารถของเครื่องมือนี้คุณสามารถตรวจสอบได้ว่ามีเว็บไซต์ไหนบ้างที่ลิงก์มาหาเว็บเป้าหมายที่เราตั้งใจจะส่งลิงก์ไปมั้ย ทำให้เราสามารถดูสถานการณ์ของคู่แข่งแล้วนำมาปรับกลยุทธ์ของเราว่าควรทำ Backlink จากที่ไหนก่อนหรือหลัง อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบ Backlink ของเราและคู่แข่งได้ ดูว่าอันไหนที่ไม่เหมือนกันบ้างทำให้เราไม่ต้องไปเสียเวลาสร้าง Backlink ซ้ำ

  1. ปรับแต่งเว็บไซต์

ถ้าเกิดว่าคุณยังไม่มีเว็บไซต์มาก่อน ก็ถือว่าได้เปรียบเพราะสามารถสร้างเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับสิ่งที่ Google กำหนดไว้สำหรับการทำ ได้ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ต้องมาแก้กันให้วุ่นวาย แต่ถ้าคุณมีเว็บไซต์เก่าอยู่แล้วและไม่ได้อัปเดตเลยเป็นเวลาหลายปี ถึงเวลาที่คุณจะต้องปรับเว็บไซต์ให้สนับสนุนการทำแล้ว

สำหรับเว็บไซต์ที่จะได้คะแนนจาก Google จะต้องเป็นหน้าเว็บที่มี Content ที่แฝงไปด้วย Keyword ในตำแหน่งต่างๆ กระจายอยู่ทั่วทุกหน้าของเว็บไซต์  (ตรงนี้ล่ะที่คุณจะได้นำ Keyword ที่หาในหัวข้อก่อนหน้ามาใช้) เพราะเว็บไซต์ที่ขึ้นเร็วๆ มีลักษณะที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ มีตัวหนังสือเยอะ หรือที่เรียกว่า “Onsite” ตรงส่วนนี้อาจทำเพียงครั้งเดียวเลยก็ได้ถ้าไม่มีการเปลี่ยน Keyword และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ Link ที่ต้องใส่ทั้งภายในเว็บไซต์ตัวเอง (ลิงก์กันไปมาระหว่างหน้าต่างๆ) กับ Link ที่แปะไว้นอกเว็บไซต์แล้วชี้เป้ากลับเข้ามายังเว็บไซต์ของตน (Backlink)

*เกร็ดความรู้: เพื่อให้การทำ Onsite มีประสิทธิภาพสูงสุด ควรกลับมาตรวจสอบไม่ว่าจะเป็น Keyword และ Link ต่างๆ ทุกๆ 6 เดือน – 1 ปี เพราะอาจมีบาง Keyword หรือ Link ที่เสีย

ดังนั้นในทุกๆ หน้าบนเว็บไซต์ของคุณควรมีข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือและสอดแทรก Keyword ที่คุณกำหนดเข้าไปด้วย เพราะ Google จะอ่านเว็บของคุณได้จากตัวหนังสือเหล่านี้ แต่อย่าใส่ Keyword เยอะจนเกินพอดีล่ะ เพราะถ้าเยอะเกินไป Google อาจจะมองว่าเว็บคุณเป็นสแปม

ส่วนวิธีการอัปเดตที่นิยมทำกันเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณเคลื่อนไหวอยู่เสมอ นั่นก็คือการทำ Blog หรือคอนเทนต์ที่เป็นบทความแบบยาว วิธีการก็คือเขียนเนื้อหาในหัวข้อที่น่าสนใจและแฝง Keyword ลงไป บทความพวกนี้จะเป็นตัวช่วยอย่างมากในการทำ

  1. ส่งคอนเทนต์ไปสู่เว็บไซต์ข้างนอก

วิธีการนี้เราจะเรียกว่า Outreach โดยส่วนประกอบของคอนเทนต์ประเภทนี้นอกจากจะแฝงคำ Keyword ไปในคอนเทนต์แล้วยังจะมีการแทรกลิงก์เพื่อทำเป็น Backlink ให้คนอ่านคอนเทนต์คลิกเข้ามาบนหน้าเว็บไซต์ของเรา

*เกร็ดความรู้: หลายคนอาจสงสัยว่าเราจำเป็นต้องทำทั้ง Blog กับ Outreach Content เลยหรือไม่ คำตอบคือ “ควรทำ” ความแตกต่างของสองประเภทนี้คือ Blog จะทำหน้าที่บนเว็บไซต์ของคุณ อาจมีการลิงก์ยังหน้าอื่นๆ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพในหน้าเว็บ ส่วน Outreach จะทำหน้าที่เป็นคอนเทนต์ที่ถูกนำส่งไปยังเว็บไซต์ต่างๆ โดยจะมีการแทรก Backlink เข้าไปทุกๆ Content ที่ถูกเขียนขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านได้ลิงก์กลับเข้ามาในหน้าเว็บไซต์ของเรา เพราะ Google มองว่า เว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีการเข้าถึงได้หลากหลายช่องทาง ยิ่งมีการลิงก์ถึงมากก็ทำให้คะแนนของหน้าเว็บนั้นๆ ของเราสูงขึ้น

  1. ตรวจสอบพร้อมปรับปรุงแก้ไข

การทำ  นั้นไม่ใช่ทำเสร็จแล้วปล่อยไปเลย เพราะอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งที่คุณจะต้องเข้ามาดูการจัดลำดับของ Keyword ที่คุณได้ทำการกำหนดเข้าไป รวมถึง Rank ของหน้าเว็บไซต์ว่าตอนนี้ Keyword คำไหนบ้างที่ติดหน้าแรก แล้วค่อยมาโฟกัสที่คำอื่นๆ ที่ยังไต่ลำดับขึ้นไปเรื่อยๆ โดยการทำ Outreach Content ส่งออกไปตามเว็บไซต์ต่างๆ ทว่าหาก Keyword ของคุณกว้างเกินไป การทำ SEO อาจจะเห็นผลช้าหรือไม่เห็นผลเลยก็ได้ ดังนั้นในบางกรณีคุณอาจจะต้องมีการปรับ เปลี่ยน Keyword บางคำใหม่ (แต่เปลี่ยนบ่อยๆ ก็ไม่ส่งผลดี เพราะการเปลี่ยนใหม่ก็เท่ากับคุณเริ่มใหม่)

  1. ให้ Social Media เป็นตัวช่วย ของคุณ

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว Social Media ก็มีส่วนช่วยให้การทำของคุณได้ด้วยเช่นกัน โดย Social Media จะช่วยในแง่ของการที่คอนเทนต์ถูกแชร์ออกไป อาจจะเป็น Outreach หรือ Blog ก็ได้ เพราะในคอนเทนต์เหล่านั้นเราใส่ Keyword พร้อมกับทำ Backlink ไว้อยู่แล้ว เมื่อมีการแชร์เยอะ คนอ่านมาก คะแนนของ Keyword นั้นๆ ก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปตามลำดับ

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการทำ

ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่ยืนยันจาก Google ว่ามีผลต่อการจัดอันดับ แต่เป็นสัญญาณที่สามารถบ่งบอกได้ว่าเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพดีหรือไม่ ซึ่งจะเป็นแนวทางให้ผู้พัฒนาหรือผู้ดูแลเว็บไซต์ได้ปรับปรุงเพิ่มเติม
สัญญาณจากผู้ใช้เว็บไซต์ (User Signals)
ข้อมูลการใช้งานของเว็บไซต์สามารถดูได้จาก Google Analytics ไม่ว่าจะเป็น จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ (Users), อัตราตีกลับ (Bounce Rate), รายงานข้อความค้นหาของคีย์เวิร์ด (Queries) และ อัตราการคลิกเข้าชมเว็บไซต์ผ่าน Keyword นั้นๆ (CTR) เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้เป็นสัญญาณที่สำคัญที่ใช้วัดคุณภาพของเว็บไซต์ได้ ด้วยเหตุนี้เองเว็บไซต์ที่ต้องการทำ จึงควรติด Google Analytics และ Search Console เพื่อให้ Google เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวและเราสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพเว็บไซต์ของตัวเองได้
สัญญาณจาก Social Media (Social Media Signals)
จำนวน Likes และ Shares ของลิงค์หน้าเว็บไซต์จาก Social Media ต่างๆ ได้แก่ Facebook, Twitter และ Pinterest มีส่วนช่วยในการจัดอันดับเว็บไซต์ การสร้างบทความที่มีประโยชน์ซึ่งเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักในเว็บไซต์และใช้ Social Media เป็นช่องทางในการกระจายบทความไปยังผู้ใช้ เพื่อดึงให้คนเข้ามาอ่านบทความและเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ จึงเป็นวิธีการที่ช่วยให้ทำอันดับบน Google ได้ดีและติดอันดับเร็วขึ้น

ประโยชน์ของการทำ

เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์
ในปัจจุบัน มีผู้ค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากเว็บไซต์ติดอันดับด้วย Keyword ที่มีผู้ใช้ค้นหาเป็นจำนวนมาก ก็มีโอกาสที่จะมีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากตามไปด้วย อีกทั้งเมื่อมี Keyword ใดติดอันดับ Keyword ที่ใกล้เคียงกันก็จะติดอันดับไปด้วย จึงจะมีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นจาก Keyword อื่นๆ ที่ไม่ได้เลือกทำ ได้อีกด้วย

เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการ
การทำ เป็นการทำให้เว็บไซต์ถูกค้นเจอด้วย Keyword ที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ผ่าน Search Engine ย่อมมีความสนใจใน Keyword นั้นอยู่แล้ว ก็ย่อมมีโอกาสสูงที่จะซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากเว็บไซต์ที่เข้าไปชม นอกจากนั้นแล้ว การที่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะขายสินค้าหรือบริการได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

โปรโมทเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักและเพิ่มความน่าเชื่อถือ
โดยส่วนใหญ่เวลาที่คนค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine ก็จะเปิดดูเว็บไซต์ที่อยู่ในหน้าแรกหรือหน้าถัดมาในผลการค้นหาเท่านั้น การที่เว็บไซต์ของเราปรากฏอยู่ในหน้าแรกและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอันดับต้นๆ จะทำให้ชื่อของเว็บไซต์ได้เห็นผ่านตาและเป็นที่รู้จัก แม้ว่าจะยังไม่ได้คลิกเข้ามาดูเนื้อหาในเว็บไซต์ก็ตาม

ลดค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณา
เนื่องจากทำ ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าเว็บไซต์จะติดอันดับในหน้าแรก จึงเหมาะเป็นการทำการตลาดในระยะยาว และเนื่องจากการคลิกเว็บไซต์ในส่วนนั้นจะไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเหมือนกับการลงโฆษณากับ Search Engine โดยตรง จึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้และราคาค่อนข้างถูกกว่าการลงโฆษณากับสื่ออื่นๆ ทั้งนี้หากเลือกทำด้วย Keyword ยอดนิยมที่มีคนใช้มากๆ ค่าใช้จ่ายก็อาจสูงตามไปด้วย เพราะมีการแข่งขันที่สูง ดังนั้น เวลาเลือก Keyword จึงควรพิจารณาให้เหมาะสมกับจุดประสงค์ในการทำการตลาดและความคุ้มค่าในการลงทุน

ข้อห้ามในการทำ

  1. ใช้คอนเทนต์เดียวกันซ้ำๆ
    จริงอยู่ที่หน้าเว็บไซต์ที่ดีควรจะมีคอนเทนต์ที่เป็นตัวหนังสือในแต่ละหน้าเต็มๆ ในปริมาณที่ไม่น้อยจนเกินไป แต่หลายครั้งที่คนทำเว็บไซต์หรือเจ้าของเองอาจจะด้วยความไม่รู้ ใช้วิธีคัดลอกเอาคอนเทนต์ในหน้านึง ไปใส่อีกหน้าแล้วก็ใช้คอนเทนต์นั้นซ้ำๆ ในหลายครั้งบนหน้าเว็บไซต์ ซึ่งการทำ ด้วยวิธีนี้จะยิ่งส่งผลเสียต่อละดับการ Rank ของเรา เพราะจะส่งผลโดยตรงในเรื่องของคุณภาพเนื้อหาของเว็บไซต์ คอนเทนต์ที่ดีควรมีอันเดียว ไม่ควรถูกใช้งานซ้ำๆ ดังนั้นต่อให้แต่ละหน้าเว็บเพจของคุณมีสินค้าหรือบริการเดียวกัน เราก็แนะนำให้คุณเขียนคอนเทนต์แยกกันสำหรับแต่ละหน้า อาจจะปรับเรื่องคำพูด เนื้อหาที่นำเสนอเพื่อที่เวลาคนเข้ามาในเว็บไซต์จะได้รู้สึกว่า หน้าเว็บมีประโยชน์
    คำเตือน! ห้ามก็อปปี้คอนเทนต์ของคนอื่นมาเด็ดขาด เพราะนอกจากจะไม่ส่งผลดีในการทำแล้ว คุณยังอาจโดนดำเนินคดีตามกฎหมายเรื่องลิขสิทธิ์ได้ แต่หากเป็นข้อมูลที่น่าสนใจและต้องการใช้งานจริงๆ ให้นำมาเขียนใหม่ Re-Write เป็นภาษาของเราเองแล้วค่อยทำการอ้างอิงแหล่งข้อมูล แบบนี้จะดีกว่า
  1. เขียนๆ ไปอย่างนั้น ไม่สนใจว่าเนื้อหาจะเป็นอย่างไร
    บางคนคิดว่า มันคือการมีคอนเทนต์เยอะๆ ยิ่งเยอะยิ่งดีบนเว็บไซต์ก็เลยอัดซะเต็มที่ ใส่คอนเทนต์แถมยัดคีย์เวิร์ดเข้าไปโดยไม่คำนึงว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์หรือไม่ (ใส่คีย์เวิร์ดเยอะเกินไปก็ใช่ว่าจะดี) คิดแต่ว่า Google จะชอบ แต่เปล่าเลยเพราะสิ่งที่จะเกิดตามมาเมื่อหน้าเว็บไซต์ของคุณมีแต่เนื้อหาที่อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่น่าอ่าน คนที่เข้ามาในเว็บไซต์ก็จะออกไปในระยะเวลาอันสั้น ทำให้เกิดเป็น Bounce Rate หรืออัตราการตีกลับที่สูงขึ้น แน่นอนว่านั่นจะทำให้การไต่ลำดับ Ranking บน Google ของคุณแย่ลง
  1. ทำ Backlink เยอะ โดยไม่สนคุณภาพ
    ทำ Backlink เยอะไม่ใช่เรื่องผิด แต่ผิดที่คุณภาพของ Link ที่คุณได้กลับมามากกว่า จริงอยู่ในช่วงแรกที่คุณทำลำดับ Rank เว็บไซต์ของคุณอาจดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การทำ ไม่ใช่แค่ทำวัน สองวันแล้วจบแต่จะต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimize) อยู่ตลอดเวลา เท่ากับว่าในระยะยาวการที่คุณทำ Backlink ด้วยคุณภาพที่ต่ำเป็นจำนวนมากย่อมไม่ส่งผลดี ซ้ำร้ายอาจถูก Google มองว่าเป็น Spam และอาจถูกลงโทษจากทาง Google ได้ ดังนั้นท่องไว้เสมอว่า การทำ Backlink คุณภาพย่อมสำคัญกว่าปริมาณเสมอ
  1. ใส่ Internal Link ไปหน้าเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้อง
    การทำที่ดีคือการมี Link เข้า-ออก ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการทำ Internal Link สำหรับนำให้คนคลิกเพื่อเข้าไปอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมจากบทความต้นฉบับ แหล่งที่มาของข้อมูล ฯลฯ แต่สิ่งที่คุณพึงระวังคืออย่าใส่ Link ซึ่งมีเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าเว็บไซต์ของคุณเป็นอันขาดเพราะจะส่งผลต่อคุณภาพเว็บไซต์รวมถึงลำดับการ Rank บน Google ของคุณเช่นกัน
  1. ตำแหน่งโฆษณา กับ Pop Up เยอะจนเกินเหตุ
    ลองคิดดูว่า หากคุณกำลังอ่านเนื้อหาคอนเทนต์ที่คุณกำลังให้ความสนใจอยู่แล้วจู่ๆ ก็มี Pop Up บ้าง โฆษณาบ้าง เด้งขึ้นมาขั้นขัดจังหวะการอ่านของคุณ แน่นอนว่าคงรู้สึกรำคาญและอาจจะกดออกจากเว็บไซต์นั้นไปเลยก็ได้ เช่นเดียวกันคุณคงไม่อยากให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณรู้สึกแบบนั้น ดังนั้นหากต้องการหารายได้จากการมีตำแหน่งโฆษณา (GDN) หรือโฆษณารูปแบบอื่นๆ บนหน้าเว็บไซต์ ควรจะให้ผู้ออกแบบเว็บไซต์วางตำแหน่งที่เหมาะสม โดยไม่ควรให้โฆษณาเหล่านั้นขึ้นมาขัดจังหวะการอ่านคอนเทนต์มากจนเกินไปอาจจะวางเป็น Side Bar ด้านข้าง หรือถ้าขั้นระหว่างคอนเทนต์จริงๆ ก็ควรมีระยะที่ปล่อยให้ผู้อ่านได้อ่านสักระยะแล้วค่อยขึ้นโฆษณาคั่น ส่วน Pop Up ก็ไม่ควรให้เด้งขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา อาจจะเด้งเฉพาะตอนที่เข้ามาหน้านั้นๆ ก็เพียงพอแล้วเพราะการทำ  ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการรักษาให้คนที่ผ่านเข้ามาบนหน้าเว็บไซต์ของคุณได้ใช้เวลาอยู่บนนั้นให้นานที่สุด

การใช้อัลกอริทึ่มของ google

เพราะ google เป็นเว็บค้นหาข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ดังนั้นการจะทำ SEO ส่วนใหญ่จำเป็นต้องเพิ่งพา google ในการบันทึกพฤติกรรมการค้นหา keyword ยิ่ง keyword ตัวใดที่มีการค้นหาเยอะ อัลกอริทึ่มของ google ก็จะจับทางและบันทึกคำค้นหาบ่อยแน่นอน ดังนั้นเราจึงต้องใส่ใจกับอัลกอริทึ่มของ google ด้วย ซึ่งอัลกอริทึมของ Google มีความซับซ้อนมากในระดับสูง โดยสิ่งสำคัญของอัลกอริทึ่ม google คือ:
-Google กำลังมองหาหน้าเว็บที่มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องคุณภาพสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับคำค้นหาของผู้ค้นหา อัลกอริทึมของ Google พิจารณาความเกี่ยวข้องโดย “การรวบรวมข้อมูล” (หรือการอ่าน) เนื้อหาเว็บไซต์ของคุณและประเมินจากอัลกอริทึม ว่าเนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ค้นหากำลังมองหาหรือไม่โดยพิจารณาจากคำหลักที่มีอยู่และปัจจัยอื่น ๆ (เรียกว่า “สัญญาณการจัดอันดับ”)
-Google กำหนด “คุณภาพ” ด้วยหลายวิธี แต่โปรไฟล์ลิงก์ของไซต์ จำนวนและคุณภาพของเว็บไซต์อื่นๆที่ลิงก์ไปยังเพจและไซต์โดยรวมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

SEO แบบ Black Hat กับ White Hat

การโปรโมทเว็บไซต์ถูกจำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ White Hat SEO (SEO หมวกสีขาว) และ Black Hat SEO (SEO หมวกสีดำ) ซึ่งสีของหมวก เปรียบเสมือนตัวบ่งชี้กลยุทธ์ที่คุณใช้นั่นเอง

White Hat SEO (SEO หมวกสีขาว)

     การทำ SEO ประเภท White Hat คือ การทำเว็บไซต์คุณภาพ และทำ SEO โดยยึดแนวปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักของ Search Engine (เครื่องมือค้นหา) ที่แนะนำไว้ ซึ่งเป็นที่ยอมรับและเป็นวิธีการที่ถูกจริยธรรม จะได้รับการจัดอันดับที่ดีในเครื่องมือค้นหา หากเว็บไซต์นั้นมีข้อมูลที่ดีและเป็นประโยชน์ อาจใช้เวลาทำค่อนข้างนานหน่อยแต่บอกเลยว่าคุ้ม เมื่อใดที่คุณติดอันดับของ Search Engine แล้ว คุณจะติดได้นานเท่านานตราบเท่าที่ไม่มีใครทำแข่ง ซึ่งเหมาะกับธุรกิจที่มีความมั่นคง

Black Hat SEO (SEO หมวกสีดำ)

     การทำ SEO ประเภท Black Hat คือ การโปรโมทเว็บไซต์ โดยใช้เทคนิคกลลวงต่างๆ ที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติของ Search Engine (เครื่องมือค้นหา) โดยการใช้กลยุทธ์ในการทำสแปม (Spam Keyword) ทำให้การแต่งประโยคด้วยคีย์เวิร์ดอยู่ในประโยคมากเกินไป แม้การทำ Black Hat จะได้ผลเร็ว แต่ได้ผลแค่ระยะสั้นเท่านั้น เพราะเมื่อถูกตรวจพบจะส่งผลเสียหายต่อเว็บไซต์ ทั้งในเรื่องของการไม่ปรากฏในการจัดอันดับและแย่สุดคือ ทำให้เว็บไซต์ถูกลบทันที

เทคนิคการสร้างบทความแบบ E-A-T

เทคนิคการ E-A-T คือหลักเกณฑ์ที่ Google ใช้เพื่อกำหนดว่า บทความหรือเว็บไซต์ต่างๆ มีคุณภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้หรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวกำหนดให้ลำดับค้นหาใน Google  มีการปรับเปลี่ยนขึ้นลง การใช้หลัก E-A-T  จะต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้อ่าน ซึ่งบทความนั้นๆ ควรแสดงชื่อหรืออาชีพผู้เขียน และผู้เขียนบทความสามารถเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการทำงาน หรือผลงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง จะทำให้บทความของคุณน่าเชื่อถือมากขึ้น และสามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่เขียนขึ้นมาเป็นความจริง ซึ่ง E-A-T นั้น ย่อมาจาก
1.E-Expertise
การมีความรู้และทักษะเฉพาะในด้านใดด้านหนึ่ง โอกาสที่ผู้อ่านจะเข้ามาในเว็บไซต์จะเพิ่มสูงขึ้น
2.A-Authority
ผู้ที่มีอำนาจหรือเป็นเจ้าของบทความนั้นๆ ที่ผู้อื่นอ้างอิง
3.T-Trustworthiness
การสร้างความน่าเชื่อถือ เป็นสิ่งสำคัญมากในการวัดคุณภาพบทความ

4 เทรนด์ SEO สำหรับปี 2020

1.Featur