ดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์ เสน่ห์แห่งเมืองเชียงใหม่ กับ 5 จุดสำคัญที่ต้องไป

หากจะคิดถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางภาคเหนือที่ไม่ว่าคนเคยไปเที่ยวหรือไม่เคยไปเที่ยวพอจะนึกออก เชื่อว่าหนึ่งในสถานที่นั้นจะต้องมี “ดอยอินทนนท์” อยู่ในรายชื่อแน่นอน ที่ดอยแห่งนี้ถือว่ามีสถิติของประเทศ ว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้น ๆ ของภาคเหนือเลยก็ว่าได้ และหน้าหนาวที่จะถึงนี้ หากใครมีแพลนไปเที่ยวเชียงใหม่ ก็ควรนึกถึงดอยอินทนนท์เป็นที่แรกๆที่เราจะตั้งเต้นท์นอนรอชมทะเลหมอกที่งดงามพร้อมๆกับพระอาทิตย์ตกดินและพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า ถึงแม้จะเป็นยอดดอยที่สูงที่สุด แต่ท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ค่อยมีข้อจำกัดในการเดินทาง แม้ถนนอาจคดเคี้ยวบ้างในบางจุด แต่สภาพถนนหนทางดีตลอดทั้งเส้นสามารถท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับหรือพักค้างคืนดื่มดำบรรยากาศ ทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากทุกเพศทุกวัย  ดอยอินทนนท์มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามให้แวะเที่ยวได้หลายจุด ทั้งบนดอยและบริเวณใกล้เคียง ให้เพื่อนๆได้รู้สึกอยากไปเที่ยวสุดๆ โดยเฉพาะ 5 จุดสำคัญของดอยอินทนนท์ที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลย เรียกว่าถ้ามาแล้วไม่ได้ไป 5 จุดนี้ถือว่ามาไม่ถึงเลย เรามาดูกันดีกว่าว่ามีที่ไหนบ้าง พร้อมกับอ่านประวัติความเป็นมาด้วยนะ

ประวัติของดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์ ถูกประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2515 ถือเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 6 ของประเทศไทย มีพื้นที่ 482.4 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ แต่เดิมดอยนี้มีชื่อว่า “ดอยหลวง” หรือ “ดอยอ่างกา” ดอยหลวง มาจากขนาดของดอยที่ใหญ่มาก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “ดอยหลวง” (หลวง: เป็นภาษาเหนือ แปลว่า ใหญ่) ดอยอ่างกา มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากยอดดอยไปทางทิศตะวันตกประมาณ 300 เมตร มีหนองน้ำแห่งหนึ่งลักษณะเหมือนอ่าง ฝูงกาจำนวนมากมายมักพากันไปเล่นน้ำที่หนองน้ำแห่งนี้ จึงพากันเรียกว่า “อ่างกา” และภูเขาขนาดใหญ่แห่งนั้นก็เลยเรียกกันว่า “ดอยอ่างกา” แต่ก็มีบางกระแสกล่าวว่า คำว่า “อ่างกา” นั้น

แท้จริงแล้วมาจากภาษาปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) แปลว่า “ใหญ่” เพราะฉะนั้นคำว่า “ดอยอ่างกา” จึงแปลว่าดอยที่มีความใหญ่นั่นเอง ดอยอินทนนท์ อดีตกาลก่อนป่าไม้ทางภาคเหนืออยู่ในความควบคุมของเจ้าผู้ครองนครต่างๆ สมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (องค์สุดท้าย) พระองค์ให้ความสำคัญกับป่าไม้อย่างมาก โดยเฉพาะป่าในบริเวณดอยหลวง ทรงรับสั่งว่า หากสิ้นพระชนม์ลงให้นำอัฐิบางส่วนขึ้นไปสร้างสถูปบรรจุไว้บนดอย ดอยนี้จึงมีนามเรียกขานว่า “ดอยอินทนนท์” แต่มีข้อมูลบางกระแสกล่าวว่า ที่ดอยหลวงเรียกว่า ดอยอินทนนท์ นั้น เป็นเพราะเนื่องจากว่าเป็นการให้เกียรติ เจ้าผู้ครองนคร จึงตั้งชื่อจากคำว่า “ดอยหลวง” ซึ่งเป็นชื่อที่มีความซ้ำกับดอยหลวง ของอำเภอเชียงดาว แต่ภายหลังมีชาวเยอรมัน มาทำการสำรวจและวัด ซึ่งปรากฎผลว่า ดอยหลวง หรือดอยอ่างกา ที่อำเภอแม่แจ่มมีความสูงกว่า ดอยหลวง ของอำเภอเชียงดาว จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ เพื่อไม่ให้มีความซ้ำซ้อนกัน และเรียกดอยแห่งนี้ว่า “ดอยอินทนนท์”

ดอยอินทนนท์

พระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ
ตั้งอยู่บนกิโลเมตรที่ 41.5 ทางด้านซ้ายมือ สร้างขึ้นโดยกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทย โดย พระมหาธาตุนภเมทนีดล สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2530 และ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2535 ซึ่งมีความสำคัญมากๆ เพราะเป็น พระมหาธาตุคู่พระบารมี ของ รัชกาลที่ 9 และพระราชินี นั่นเอง ซึ่ง พระมหาธาตุนภเมทนีดล-นภพลภูมิสิริ ทั้ง 2 องค์นี้ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอยู่บนยอด และพระพุทธรูปบูชา มีลักษณะที่สูงสง่าและตั้งอย่างโดนเด่น โดยพระมหาธาตุนภเมทนีดล นั้นองค์จะเป็นสีน้ำตาล ส่วนพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ องค์จะเป็นสีม่วงอมชมพู อีกทั้งรอบบริเวณสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยอินทนนท์โดยรอบได้อย่างสวยงาม พระมหาธาตุนภเมทนีดล มีความหมายว่า “พระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุที่ยิ่งใหญ่เพียงฟ้าจดดิน” ถือเป็นพระมหาสถูปเจดีย์องค์แรกที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินที่สูงที่สุดในประเทศไทย มีความสูง ๖๐ เมตร องค์พระมหาสถูปเจดีย์มีสัณฐานทรงระฆัง ๘ เหลี่ยม มีลวดลายแบ่งออกเป็น ๓ ช่วง แทนพระบารมี ๓ ขั้นตอนที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญ อันประกอบด้วย บารมีขั้นแรก ๑๐ ขั้น อุปบารมี ๑๐ ขั้น และปรมัตถบารมี ๑๐ ขั้น รวมเป็น บารมี ๓๐ ทัศ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทานพร จำหลักด้วยหินแกรนิตสีเขียวอมเทา ผนังห้องโถงประดับด้วยภาพศิลาจำหลัก แบบนูนต่ำ ๔ ภาพใหญ่ แสดงพุทธประวัติ ๔ ตอนสำคัญ คือ ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน และ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ มีความหมายว่า “เป็นกำลังแห่งฟ้า เป็นสิริแห่งดิน” รูปทรง ๑๒ เหลี่ยม องค์เจดีย์ประดับโมเสกแก้วสีม่วงอมชมพูสีเดียวกันตลอดทั้งองค์ ที่ส่วนยอดขององค์เจดีย์เป็นยอดปลีล้อมด้วยกลีบดอกบัวตูม ประดับด้วยโมเสกแก้วสีทอง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ กั้นด้วยฉัตรสีเงิน ๙ ชั้น ภายในเจดีย์มีพระพุทธรูปปางรำพึง ประทับยืนบนดอกบัว ประดิษฐานอยู่ ซึ่งเป็นพระประจำวันศุกร์ อันเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แกะสลักด้วยหินหยกขาว ถือว่าเป็นแลนด์มาร์คของดอยอินทนนท์ที่เพื่อนๆไม่ควรพลาดมาถ่ายรูปและกราบไหว้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต

ดอยอินทนนท์

กิ่วแม่ปาน
ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ 42 บนเส้นทางขึ้นอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเส้นทางธรรมชาติและจุดชมวิวระยะสั้นชื่อดังที่สวยงามของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่ความสูงประมาณ 2,000 กิโลเมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ระยะทางการเดินของกิ่วแม่ปานนั้นอยู่ที่ประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเป็นวงรอบละประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง แม้เส้นทางของกิ่วแม่ปานจะเดินไม่ยาก และมีนักท่องเที่ยวเดินอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ต้องมีการจ้างไกด์ท้องถิ่นเพื่อเดินนำทางเพื่อนๆเข้าไป ค่าจ้างไกด์นำทางเดินกิ่วแม่ปานนั้นตกเพียงแค่ 200 บาทต่อไกด์หนึ่งคนเท่านั้นเอง การจ้างไกด์นำทางนั้นก็เพื่อความปลอดภัย แถมเรายังจะได้ความรู้เรื่องธรรมชาติและจุดต่างๆ ของกิ่วแม่ปานจากไกด์ท้องถิ่นเหล่านี้อีกด้วย การเดินในช่วงแรกของกิ่วแม่ปานนั้นเพื่อนๆ จะต้องผ่านป่าดิบชื้น ทางเป็นทางขึ้นเขาที่ลาดชันบ้างเป็นบางจุดแต่เดินไม่ยากมาก ทั้งเด็กและผู้สูงวัยก็สามารถเดินกันได้สบายๆ บริเวณป่าดิบเหล่านี้มีจุดให้ความรู้หลายจุด เช่น จุดเฟิร์นยุคโบราณ ซึ่งเพื่อนๆ จะได้เห็นเฟิร์นชนิดใบบางที่มีมาตั้งแต่ประมาณ 230 ล้านปีที่แล้ว ไม่ไกลกันมีจุดป่าต้นน้ำ ซึ่งมีน้ำตกขนาดเล็กอยู่ น้ำตกนี้จะไหลลงไปสู่แม่น้ำปิงของจังหวัดเชียงใหม่นั่นเอง นอกจากนั้นยังมีพืชพรรณหลากหลายให้ไปสำรวจกัน อย่างต้นหว่างอ่างกา พืชเฉพาะถิ่นเมืองหนาว หลังจากเดินมาได้ประมาณ 30 – 45 นาที ก็จะถึงยังบริเวณไฮไลท์ของกิ่วแม่ปาน ซึ่งก็คือทุ่งหญ้าโล่งกว้างขนาดใหญ่ สามารถมองเห็นทะเลหมอกที่มีเมฆปกคลุมอยู่ตรงหน้าตัดกับสีทองของทุ่งหญ้า เป็นภาพที่สวยงามมากๆ แถมยังมีระเบียงให้เพื่อนๆ ไปยืนชมวิวถ่ายรูปกันได้อีก บริเวณนี้เราสามารถเดินลัดเลาะไปตามสันเขา ให้อารมณ์หวาดเสียวนิดๆ แต่รับรองได้ว่าวิวนั้นสวยงามมากแน่นอน ถ้าหากใครไปบริเวณนี้ภายในเดือนมีนาคม – เมษายนก็จะสามารถมองเห็นต้นกุหลาบพันปีออกดอกสีแดงเด่นอยู่ริมผาได้อีกด้วยนะ หลังจากผ่านสันเขาแคบนี้ไปก็จะกลับเข้าสู่บริเวณป่าดิบชื้นให้เพื่อนๆ ได้เดินชมธรรมชาติริมทางกัน ก่อนจะกลับสู่บริเวณจุดเริ่มต้นนั่นเอง ถือว่าเป็นอีกสถานที่ที่มีผู้คนมากมายนิยมมาเที่ยวทุกครั้งเมื่อมาดอยอินทนนท์เลยทีเดียว

ดอยอินทนนท์

สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์
เป็นสถานีวิจัยพืชเขตหนาว 1 ใน 4 แห่ง ของมูลนิธิโครงการหลวง เริ่มดำเนินงาน เมื่อ พ.ศ. 2522 ตั้งอยู่ที่บ้านขุนกลาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันมีการดำเนินงานวิจัยทั้งทางด้าน ด้านไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผัก ไม้ผล และงานประมงพื้นที่สูง รวมทั้งถ่ายทอดผลงานวิจัยไปสู่การส่งเสริม สร้างรายได้แก่ครอบครัวเกษตรกรทั้งชาวไทยภูเขาเผ่าปกาเกอะญอและม้ง ในหมู่บ้านรอบ ๆ สถานีฯ พร้อมกับการพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน พัฒนาด้านสังคม และการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธาร ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีประชากรหลักเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง และปกาเกอะญอ จำนวน 11 หมู่บ้าน การดำเนินงานหลักของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ คือการศึกษาวิจัยไม้ดอกไม้ประดับชนิดต่าง ๆ การพัฒนาและส่งเสริมปลูกพืชเขตหนาวแก่เกษตรกรชาวเขาในหมู่บ้านบริเวณดอยอินทนนท์ เพื่อพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ขบวนการปลูกพืชได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานอาหารปลอดภัย ได้แก่ มาตรฐานการเพาะปลูกที่ดี (GAP) มาตรฐาน GLOBALG.A.P. มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (Organic Thailand) ของ มกท. (IFOAM) สร้างรายได้ที่มั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นชุมชนชาวเขาบริเวณดอยอินทนนท์ นอกจากนี้ยังส่งเสริมกระบวนการมีส่วนรวมในการฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การอนุรักษ์และฟื้นฟูหัตถกรรมชนเผ่า รวมไปถึงการรวมกลุ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ตลอดจนการเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรที่สูงแก่นักเรียน นักศึกษา เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไป มีผลผลิตหลักที่สำคัญ ได้แก่ เซเลอรี่ มะเขือเทศโครงการหลวง เฟนเนล เบบี้ฮ่องเต้ ผักกาดกวางตุ้ง ซูกินี พริกหวานเขียว พีช พลับ สตรอว์เบอร์รี เคพกูสเบอร์รี มัลเบอร์รี ราสพ์เบอร์รี มะเดื่อฝรั่ง องุ่น อาโวคาโด กีวี ถั่วอะซูกิ ถั่วแดงหลวง กาแฟอาราบิก้า กุหลาบ เจอบีร่า ลิ้นมังกร ออนิโธกาลัม เพื่อนๆสามารถแวะไปถ่ายรูปความสวยของดอกไม้ไปพร้อมกับซื้อผลิตผลของโครงการเป็นของฝากก่อนกลับบ้านได้นะ

ดอยอินทนนท์

น้ำตกแม่ยะ
น้ำตกแม่ยะ เป็นน้ำตกที่มีตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกที่สวยอันดับต้นๆ ของไทยเป็นน้ำตก ขนาดใหญ่ ที่มีความสวยงามมาก มีขนาดใหญ่และสวยที่สุด และสูงที่สุดของของบรรดาน้ำตกในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ใครได้แวะไป ดอยอินทนนท์ระหว่างขึ้นดอยไม่ควรพลาด เคยได้รับการจัดอันดับเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดของประเทศไทยก่อนมีการค้นพบน้ำตกทีลอซู ที่จังหวัดตาก สายน้ำจากลำห้วยแม่ยะตกจากหน้าผาสูงชันไหลลดหลั่นลงมาประมาณ30 ชั้น รวมความสูง กว่า 260 เมตร ในช่วงฤดูฝนสายน้ำตกจะแผ่กว้างถึง100เมตร เหมือนกับม่านน้ำ แล้วไหลลงไปรวมกันที่แอ่งน้ำเบื้องล่าง ดูสวยงามมากบางช่วง ของหน้าผา เป็นชะง่อนหินให้นักท่องเที่ยวเข้าไปหลบละอองไอน้ำที่ตกกระทบมองดูเหมือน ม่านหมอกสีขาว สะอาดตา สัมผัสกับ ความงดงามของธรรมชาติอีกรูปแบบหนึ่งแล้วลงเล่นน้ำที่แอ่งด้านล่างอย่างสนุกสดชื่น น้ำตกแม่ยะในฤดูแล้งปริมาณน้ำอาจลดน้อยลง แต่สายน้ำตกจะใสสะอาดกว่า รอบๆบริเวณน้ำตกแม่ยะ เป็นป่าไม้พรรณไม้ร่มรื่นเหมาะสำหรับการไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ทางด้านท้ายน้ำตกแม่ยะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อนำน้ำมาผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย นักท่องเที่ยวสามารถ กางเต้นท์พักแรมที่น้ำตกแม่ยะได้ แต่ต้องติดต่อขอสถานที่กางเต้นท์กับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ การเข้าไปเที่ยวเล่นน้ำตกแม่ยะ นักท่องเที่ยว ต้องเสียค่าธรรมเนียม ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ที่ด่านเก็บค่าธรรมเนียม นักท่องเที่ยวสามารถกางเต้นท์พักแรมที่น้ำตกแม่ยะได้ แต่ต้องติดต่อขอสถานที่กางเต้นท์กับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ด้วย หากเพื่อนๆต้องการความสดชื่นจากสายน้ำ จะมาเล่นน้ำ หรือผ่อนคลายกับธรรมชาติในน้ำตกหลังจากมาดอยอินทนนท์แล้ว ไม่ควรพลาดที่จะมาที่นี่ด้วย

ดอยอินทนนท์

พระตำหนักดอยผาตั้ง
มาถึงที่เที่ยวในดอยอินทนนท์แห่งสุดท้ายกับการชมดอกซากุระ เอ้ย! ดอกพญาเสือโคร่งที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นซากุระเมืองไทยกับจุดชมดอกพญาเสือโคร่งที่พระตำหนักดอยผาตั้ง เรือนประทับแรม ดอยผาตั้ง หรือที่นักท่องเที่ยวเรียกกันติดปากว่า พระตำหนักดอยผาตั้ง ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ที่ 8 (ดอยผาตั้ง) ชื่อเรือนประทับแรมแห่งนี้ตั้งชื่อตาม “ดอยผาตั้ง” ซึ่งเป็นเรือนรับรองพิเศษของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมชนนีพันปีหลวง ในโอกาสที่เสด็จฯ มาทรงงาน และเยี่ยมเยียนราษฎรทั้งชาวไทยพื้นราบและชาวไทยภูเขา โดยบริเวณพื้นที่โดยรอบพระตำหนักดอยผาตั้ง จะล้อมรอบไปด้วยต้นนางพญาเสือโคร่ง โดยจะบานประมาณกลาง – ปลายเดือนมกราคมของทุกปี เมื่อถึงช่วงเวลาที่ดอกบานพร้อมกันแล้ว จะเป็นพื้นป่าสีชมพู เป็นจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่สวยแห่งหนึ่งในประเทศไทย และยังเป็นจุดชมนกนานาชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ เช่น นกกะรางหัวแดง นกมุ่นรกตาขาว นกศิวะหางสีน้ำตาล นกกะรองทอง นกติ๊ดแก้มเหลือง นกนิลตวาเล็ก นกปีกสั้นสีน้ำเงิน นกกินปลี ฯลฯ ดอกนางพญาเสือโคร่งจะบานประมาณ 1 สัปดาห์เท่านั้นแล้วจะทยอยร่วง ถ้ามีลมแรงหรือฝน จะเป็นตัวเร่งให้ร่วงเร็วขึ้น ดอกที่ร่วงอยู่ที่พื้นเราสามารถนำมาเป็นไอเดียในการถ่ายรูปได้หลายแบบ เช่น โยนขึ้นไปบนฟ้า ให้ปลิวตกลงมาเหมือนร่วงตามธรรมชาติ บริเวณพื้นที่รอบๆ เรือนประทับแรม นอกจากต้นนางพญาเสือโคร่งแล้ว ยังเป็นที่เลี้ยงแกะของโครงการหลวง ในอดีตได้เลี้ยงในพื้นที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมได้ แต่ปัจจุบัน (ตั้งแต่ 2562) ได้เลี้ยงในพื้นที่ปิด ไม่สามารถชมได้ ในพื้นที่ความดูแลของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ที่ 8 (ดอยผาตั้ง) ยังได้ฟื้นฟูผืนป่า ในอดีตเคยเป็นป่าเสื่อมโทรม โดยการปลูกต้นสนสามใบไว้เต็มพื้นที่ จนกลายเป็นผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีต้นอาซาเลีย รวมถึงไม้ดอกเมืองหนาวอื่นๆ และ ที่สำคัญคือ ต้นกุหลาบพันปี ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงปลูกไว้เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2542 โดยจะออกดอกบานในช่วงปลายเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงกับการออกดอกบานของนางพญาเสือโคร่ง เพื่อนๆสามารถเก็บภาพต้นพญาเสือโคร่งที่บานสะพรั่งตามช่วงเวลาที่กำหนดได้เลย

แนะนำที่เที่ยวเยอะขนาดนี้ คงอยากขับรถไปเที่ยวแล้วสินะ เราขอแนะนำให้ไปเช่ารถกับบริษัทรถเช่า Ecocar สาขาเชียงใหม่ ได้เลย ที่นี่มีบริการรถเช่าขับเอง รถเช่าพร้อมคนขับ รถเช่ารายวัน รถเช่ารายเดือน ให้ทุกคนได้เช่าไปขึ้นดอยอินทนนท์กันให้สนุกไปเลยจ้า