[เช่ารถขับเอง 2021] จะบำรุงรักษารถยังไงได้บ้าง

เช่ารถขับเอง หากเราได้ซื้อรถยนต์หรือเช่ารถยนต์มาขับเองแล้ว แน่นอนว่ารถยนต์ก็เหมือนอุปกรณ์เครื่องใช้อื่นๆที่เมื่อใช้งานแล้วก็ย่อมต้องบำรุงรักษาบ้าง เพื่อให้รถของเรามีคุณภาพการใช้งานตลอดเวลา ไม่มีวันที่เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ และขับรถได้ต่อเนื่องแบบไม่มีสะดุด ช่วยให้รถของคุณได้อยู่กับคุณไปนานๆ อีกทั้งเวลารถมีปัญหาติดขัดอะไร จะเสีย จะซ่อม จะปรับปรุงยังไง การบำรุงรักษารถของคุณจะช่วยให้ปัญหาติดขัดเหล่านั้นแก้ไขได้ง่ายขึ้นหรือเบาแรงลง ซึ่งเป็นเรื่องที่คนมีรถไม่รู้ไม่ได้ กับวิธีการดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้นฉบับง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเอง มีจุดไหนที่ต้องดูแลและหมั่นตรวจเช็กเพื่อการยืดอายุการใช้งานของรถของคุณ โดยเรื่องพื้นฐานของการมีรถ นั่นคือการดูแลรักษารถยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ มีจุดสำคัญไหนบ้างที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ วันนี้ ECOCAR rent-a-car ได้รวบรวมมาให้ กับวิธีการบํารุงรักษารถยนต์เบื้องต้นเพื่อถนอมอายุการใช้งานรถของคุณ มาดูกันว่าคุณได้ปฏิบัติตามวิธีเหล่านี้หรือเปล่า? ไปดูกันเลย และสำหรับผู้ที่กำลังจะวางแผนเดินทางไปที่ต่างๆและกำลังมองหารถเช่าขับเองราคาถูก สามารถจองรถเช่าออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง กับ ECOCAR rent-a-car ได้ที่นี่ในตอนนี้และทันทีเลยนะ รถเช่าขับเองราคาถูก

การเช่ารถขับเองย่อมดีกว่าการใช้รถโดยสารประจำทางอยู่แล้ว แต่จะมีข้อดีอะไรบ้าง ลองคลิกอ่านบทความนี้ได้เลยที่ เช่ารถยนต์ขับเอง ดีกว่าเดินทางด้วยรถประจำทางอย่างไร

เช่ารถขับเอง, รถเช่า, บำรุงรักษารถ

เช่ารถขับเอง จะบำรุงรักษารถยังไงได้บ้าง

เช่ารถขับเอง วิธีดูแลบำรุงรักษารถยนต์ให้กลับมาดูดีอยู่เสมอมีหลากหลายวิธีด้วยกัน โดยเราจะแบ่งวิธีไปตามส่วนประกอบของรถ เพื่อง่ายและสะดวกต่อการดูแลและเข้าใจ ซึ่งแยกวิธีดูแลเป็นส่วนๆดังนี้

  1. ระดับน้ำมันเครื่อง

การตรวจเช็กระดับน้ำมันเครื่อง อุ่นเครื่องยนต์จนถึงอุณหภูมิทำงานแล้วดับเครื่อง เช็กระดับน้ำมันเครื่องโดยใช้ก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง เพื่อให้การตรวจเช็กถูกต้อง รถควรอยู่ในแนวระดับเครื่องยังร้อน และทำการวัดหลังจากดับเครื่อง 2-3 นาที เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับลงด้านล่างก่อน จากนั้นดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออก เช็กน้ำมันเครื่องที่ติดกับก้านวัดด้วยผ้า แล้วจึงเสียบก้านวัดน้ำมันเครื่องคืนกลับจุดเดิม จากนั้นดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องที่ปลายก้านวัด ถ้าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่าง “F” กับ “L”  แสดงว่าระดับน้ำมันเครื่องปกติ ​มีข้อควรระวังคือ หลีกเลี่ยงการเติมน้ำมันเครื่องมากเกินไป เพราะอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้ และ ควรตรวจเช็กระดับน้ำมันเครื่องที่ก้านวัดอีกครั้งหลังเติมน้ำมันเครื่องลงไป

  1. น้ำหล่อเย็น

ควรตรวจเช็กระดับน้ำหล่อเย็นให้อยู่ในระดับ Full อยู่เสมอ โดยตรวจเช็กในขณะที่ดับเครื่องและเครื่องเย็น ถ้าระดับน้ำลดลงเป็นปริมาณมาก ก็อาจจะมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นได้ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องพิจารณาหาสาเหตุ หรือนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อตรวจเช็กสาเหตุ (อย่าลืมเติมน้ำก่อนนำรถไป)

  1. ระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่

ควรตรวจเช็กระดับน้ำกลั่น แบตเตอรี่ ให้อยู่ในตำแหน่ง UPPER/LEVEL และไม่ควรเติมเกินกว่าระดับ UPPER/LEVEL เพราะถ้าเติมมากเกินไป น้ำยาอิเลคโทรไลท์ซึ่งเป็นสารละลายกรดซัลฟูริค จะเจือจางทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง นอกจากนี้ น้ำยาอิเลคโทรไลท์อาจจะกระเด็นออกทางรูระบายไอ และไปกัดกร่อนชิ้นส่วนต่างๆในห้องเครื่องยนต์ได้ มีข้อควรระวังคือ ต้องปิดฝาเติมน้ำกลั่นให้แน่น ขั้วแบตเตอรี่ที่ขั้วบวกและลบขันแน่น และต้องยึดแบตเตอรี่แน่นกับฐานที่ตั้ง

  1. ระดับน้ำมันเบรก

ควรตรวจเช็กด้วยสายตา สังเกตดูที่กระปุกน้ำมันเบรกมีคำว่า MAX และ MIN ระดับน้ำมันเบรกควรอยู่ที่ระดับ MAX อยู่เสมอ สาเหตุที่เป็นไปได้ ที่มีผลทำให้ปริมาณน้ำมันเบรกในกระปุกน้ำมันเบรกลดลงต่ำลง คือ มีการรั่วของน้ำมันเบรกออกจากระบบเบรก และ การสึกหรอของผ้าเบรก ซึ่งระดับน้ำมันเบรกจะลดลงน้อย และช้ามาก ในกรณีนี้ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันเบรกถ้าพบว่าระดับน้ำมันเบรกในกระปุก น้ำมันเบรกลดลงต่ำลงรวดเร็ว ควรนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อตรวจเช็กสาเหตุ

  1. ระดับน้ำมันคลัทช์

ควรตรวจเช็กด้วยสายตา สังเกตดูที่กระปุกน้ำมันคลัทช์ จะมีคำว่า MAX กับ MIN ระดับน้ำมันคลัชท์  ควรอยู่ที่ระดับ MAX เสมอ ถ้าพบว่าระดับ น้ำมันคลัทช์ในกระปุกลดลงต่ำลง ควรนำรถเข้าศูนย์ บริการ เพื่อตรวจเช็กหาสาเหตุ

  1. ระดับน้ำมันเกียร์ AUTO

ควรตรวจเช็กขณะที่เครื่องยนต์ติดอยู่ โดยการดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ AUTO ออกเช็กน้ำมันเกียร์ที่ติดก้านวัดด้วยผ้า แล้วเสียบก้านวัด น้ำมันเกียร์คืนกลับจุดเดิม ดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจระดับน้ำมันเกียร์ที่ปลายก้านวัด ถ้าระดับน้ำมันเกียร์อยู่ที่ขีด F พอดี แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์ปกติ

  1. ตรวจเช็กระดับน้ำมัน POWER

ควรตรวจเช็กขณะที่เครื่องยนต์ติดอยู่ โดยการหมุนฝาปิดกระปุกน้ำมัน POWER จะติดอยู่กับฝากระปุกน้ำมัน POWER ที่ก้านวัดจะมีคำว่า HOT และ COLD อยู่คนละด้าน ถ้าวัดตอนที่ เครื่องยนต์ยังเย็นอยู่ให้ดูด้าน COLD ถ้าวัดตอนเครื่องร้อนให้ดูด้าน HOT ถ้าเป็นรุ่นใหม่ให้ดูที่กระปุกน้ำมัน POWER จะเป็นพลาสติกใส ที่กระปุกจะมีคำว่า HOT และ COLD อยู่คนละด้าน และมีขีดระดับ MAX กับ MIN อยู่ด้วยระดับน้ำมัน POWER ควรอยู่ระดับ MAX เสมอ ถ้าดูตอนเครื่องยนต์เย็นให้ดูด้าน COLD และถ้าดูตอน เครื่องยนต์ร้อนให้ดูด้าน HOT

  1. ตรวจเช็กสภาพของสายพาน

โดยวิธีการมองดูที่สายพานถ้าพบรอยแตกเกิดขึ้น ควรทำการเปลี่ยนแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะใช้รถได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ก็ควรตรวจดูความตึงของสายพานด้วย โดยการใช้นิ้วกดลงบนสายพานตรงกลาง ระหว่างมู่เล่สองข้าง ถ้าสามารถกดลงได้เล็กน้อย ประมาณ 10 มม. ก็น่าจะพอใช้ได้ (ถ้าไม่แน่ใจควรให้ช่างตรวจสอบ เพราะการตรวจด้วยวิธีดังกล่าว ผู้ตรวจต้องมีความชำนาญพอสมควร)

  1. ตรวจเช็กสภาพภายในห้องเครื่อง

โดยวิธีการมองดูรอบๆภายในห้องเครื่อง ให้สังเกตดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ท่อยางหม้อน้ำมีคราบน้ำซึมหรือไม่ สายไฟภายในห้องเครื่องเรียบร้อยดีหรือไม่ มีหนูขึ้นมากัดหรือไม่ มีคราบ น้ำมันเครื่องรั่วซึมหรือไม่ เป็นต้น

  1. ตรวจเช็กระบบไฟส่องสว่าง และไฟสัญญาณต่างๆ

เปิดไฟทั้งหมดดูว่าทำงานตามปกติหรือไม่ มีหลอดไหนไม่ติด หรือไม่ ถ้าพบว่ามีไฟหลอดไหนไม่ติดควรเปลี่ยน ให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน หรือนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็ก

  1. ตรวจเช็กที่ปัดน้ำฝน

ยางปัดน้ำฝนเมื่อใช้ไประยะหนึ่ง ก็อาจมีการเสื่อมสภาพ ซึ่งเนื่องมาจากสาเหตุเหล่านี้ คือ ผิวสัมผัสส่วนปลายมีการสึกหรอ จากการทำงานปกติของใบปัด หรือมีสิ่งสกปรกและหินทรายละเอียดอยู่ระหว่างยางใบปัดกับกระจกทำให้ยางปัดน้ำฝนสึกหรอ หรือเมื่อใบปัดน้ำฝนผ่านการใช้งานนานๆ ยางใบปัดน้ำฝนจะแข็งตัว การยืดหยุ่นจะลดลง และความบกพร่องในการปัดจะเกิดขึ้น เนื่องจากหน้าสัมผัสระหว่างยางใบปัดกับกระจกไม่ดี รวมทั้งอาจเกิดจากใบปัดน้ำฝนเกิดอาการสั่นเต้น หรืออาการอื่นๆ ถ้าพบอาการเหล่านี้ควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนใหม่

  1. ตรวจเช็กยาง

ควรเช็กแรงดันลมยางอยู่เสมอๆ โดยใช้ ความดันลมยางตามที่ผู้ผลิตกำหนด และควรเช็กขณะที่รถ ยังไม่ได้ใช้งาน(ยางยังไม่ร้อน) ถ้าลมยางอ่อนผิดปกติ ควรนำไปตรวจสอบว่า มีตะปูตำหรือไม่ ดูสภาพยางด้วยตา ดูที่ผิวยางมีรอยแตกเล็กๆ หรือไม่ ดูการสึกหรอของดอกยาง กล่าวคือดอกยางสึกมากไปหรือยัง หรือมีการสึกหรอผิด ปกติ เช่น ลึกเฉพาะตรงกลางหน้ายาง (เติมลมมากเกินไป) สึกเฉพาะขอบยางทั้ง 2 ข้าง (ลมยางอ่อนเกินไป) หรือสึก ด้านใดด้านหนึ่ง ฯลฯ ซึ่งกรณีเหล่านี้ ควรปรึกษาช่าง เพราะ ควรจะมีการตรวจเช็กช่วงล่าง และศูนย์ล้อ เอาเล็บมือกดดู ที่เนื้อยางว่า นิ่ม หรือ แข็ง ถ้ายางหมดสภาพ เนื้อยางจะกดไม่ลงจะแข็งมาก

เช่ารถขับเอง, รถเช่า, บำรุงรักษารถ

10 เคล็ดลับในการบำรุงรักษาทำความสะอาดรถให้เหมือนใหม่เมื่อต้องเช่ารถขับเอง

  1. ขี้นกตกใส่ คือศัตรูอันดับหนึ่งของสีรถ

หลายคนอาจไม่รู้ว่าความร้ายกาจของเจ้าขี้นกที่ตกใส่รถคุณมันร้ายแค่ไหน ถ้าทิ้งไว้จนแห้งไม่รีบล้างออก มันจะยิ่งฝังลึกจนยากจะขจัดออก ไม่ว่าจะเป็นคราบขี้นกหรือแม้กระทั่งคราบยางต้นไม้ก็ร้ายไม่แพ้กัน มันสามารถบั่นทอนความสวยงามของสีรถที่รักของคุณ ทิ้งไว้ก็แต่คราบที่จะพาให้คุณปวดหัว ทุกครั้งที่เห็นคราบเหล่านั้นให้รีบเอาน้ำล้างออกทันทีอย่าทิ้งไว้จนแห้ง ล้างออกยากหรือฝังเป็นคราบติดรถคุณตลอดไป

  1. ลงแวกซ์ ไม่ต้องทิ้งไว้นานก็ได้

เป็นความเข้าใจผิดที่คิดว่าการลงแวกซ์ ประเภทขี้ผึ้งเพื่อขัดรถให้เงาต้องทิ้งไว้ยิ่งนานก็ยิ่งดี แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่หลังจากที่ลงแวกซ์เคลือบสีทิ้งไว้จะสามารถเช็ดออกได้เมื่อตัวแวกซ์เซ็ตตัวกับสีรถแล้ว ให้สังเกตุดูโดยใช้นิ้วมือที่แห้งสนิท ลองลงรูดไปบนแวกซ์ที่เคลือบไว้และสังเกตว่ารอยที่ใช้นิ้วรูดไปนั้นดูเลือนๆ หรือเปล่า ถ้าใช่แสดงว่าแวกซ์ของคุณยังไม่เซ็ตตัวเข้ากับผิวสีรถ แต่ถ้าคุณใช้นิ้วรูดดูแล้วเห็นว่ารอยนั้นดูสะอาดๆ ขึ้นเงา นั่นหมายความว่าคุณสามารถเช็ดแว็กซ์ที่คุณเคลือบไว้ออกจากผิวสีรถได้แล้ว

  1. เลิกทำให้กระจกรถของคุณเป็นรอยสักที

ทำความสะอาดกระจกแนะนำให้ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ แต่ไม่ควรเช็ดแห้งๆไปอย่างนั้นนะ ควรบิดน้ำหมาดๆแล้วเช็ดจะช่วยให้ทำความสะอาดง่าย และกระจกก็ไม่เป็นริ้วรอยอีกด้วย

  1. ไม่จำเป็นต้องขัดสีทุกครั้งที่ล้างรถ

การดูแลรักษาสีรถยนต์ นั้นเว้นระยะบ้างก็ได้สำหรับการขจัดสิ่งสกปรก ติดแน่นอย่างลงดินน้ำมัน ไม่จำเป็นต้องทำทุกครั้งที่ล้างรถ เว้นระยะสักเดือนละครั้ง เพราะฝุ่นหรือคราบที่ติดแน่นก็ยังไม่มากเท่าไร ยิ่งขัดบ่อยก็ใช่ว่าจะดีเหมือนเป็นการเอาแล็กเกอร์เคลือบสีของรถคุณออกทีละน้อยอีกด้วย

  1. ใช้ดินน้ำมัน

ดินน้ำมันสำหรับการล้างรถ มีไว้เพื่อการขจัดคราบติดแน่นฝังลึก ซึ่งเหมือนเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ฝรั่งยกย่องว่าน่าทึ่งที่สุดสำหรับการทำความสะอาดสีรถยนต์ “ดินน้ำมัน” คือคำตอบสำหรับการทำความสะอาดรถอย่างแท้จริง ถ้าหลังจากคุณล้างรถแล้วลูบที่ตัวรถแล้วยังรู้สึกหยาบๆ สิ่งนี้สามารถช่วยคุณได้ทั้งช่วยขจัดคราบสกปรกและสารปนเปื้อนบนพื้นผิวติดแน่นกับสีรถให้หลุดไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ช่วยให้แวกซ์สามารถเกาะติดได้นานกว่า และให้ความเงางามที่หลายคนปรารถนา

  1. แค่ลงแวกซ์อย่างเดียวไม่ใช่คำตอบของความเงางาม

อย่าคิดว่าล้างรถลงแวกซ์ แค่นั้นจะทำให้รถคุณสวยเงางามถึงขีดสุดนะ แม้หลายๆคนจะเชื่ออย่างนั้น แต่ยังมีขั้นตอนอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าสีรถของคุณยังไม่สะอาดที่สุด ยังมีเศษสิ่งสกปรกติดแน่นที่ไม่สามารถล้างออกได้แค่การล้างธรรมดา หากลูบที่ตัวรถยังมีเศษ รู้สึกสากๆ มืออยู่ ก็ต้องมีการเตรียมพื้นผิวสีให้ดีและถูกต้องก่อนที่จะลงแวกซ์ อาจจะต้องลงดินน้ำมัน ขัดสีเพิ่มสักหน่อย ถ้าคุณเตรียมพื้นผิวเหล่านั้นอย่างถูกต้อง แม้น้ำยาเคลือบราคาถูกๆ ก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีกับรถคุณได้เช่นกัน

  1. ล้างรถด้วยมือใช้ว่าจะดีเสมอไปนะ

การล้างรถด้วยมือไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาสีรถ แต่การล้างรถด้วยมือที่ใช้ฟองน้ำที่สะอาด ใหม่ ไม่มีเศษกรวด หิน ตกค้างอยู่ภายใน นั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสีรถสวยๆ ของคุณ รวมไปถึงควรใช้แชมพูสำหรับล้างรถโดยเฉพาะ อย่าริอาจนำน้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอกมาล้างรถเด็ดขาด

  1. ใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านผ้าดีกว่า

การดูแลรถที่ดีอย่าฉีดหรือหยดน้ำยาหรือผลิตภัณฑ์ใดๆโดยตรงกับพื้นผิวสวยๆของรถคุณ ให้หยดแวกซ์หรือฉีดสเปรย์ลงบนผ้าแทน จะช่วยควบคุมปริมาณผลิตภัณฑ์ไม่ให้มากเกินความจำเป็น หรือถ้าเกิดผลิตภัณฑ์ที่คุณได้ใช้เป็นครั้งแรก ไม่เหมาะกับรถคุณก็จะช่วยป้องกันไม่ให้สีเกิดเสียมากเกินไป

  1. อย่าลืมภายในห้องโดยสาร

อย่ามัวแต่ห่วงภาพลักษณ์ภายนอก แล้วลืมใส่ใจสภาพภายในรถคันสวยของคุณจนดูไม่ได้ มีกลิ่นอับ กลิ่นเหม็น อย่าคิดว่าภายในมีแอร์แล้วจะสะอาด ถ้าสังเกตอุปกรณ์ต่างๆ ชิ้นส่วนทุกชิ้นจะมีฝุ่นมาเกาะ จากการเปิดประตูรถทุกครั้ง ยิ่งคุณอยู่ในรถวันละ 2-3 ชั่วโมง ก็ต้องสูดฝุ่นเหล่านั้นเข้าไป ไม่ดีแน่ต่อสุขภาพของคุณว่าไหม หมั่นใช้ผ้าชุดน้ำบิดหมาด ลูบ เช็ดฝุ่นเหล่านั้นออกไปดีกว่าเพื่อสุขภาพของคุณ ส่วนที่เป็นหนังหรือไวนิลก็อาจมีคราบฝังแน่นที่เช็ดออกไม่ง่ายด้วยผ้าเปียก ก็จำเป็นที่จะต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดเฉพาะที่แรงขึ้นหน่อย เพื่อขจัดคราบเหล่านั้นแต่รับรองว่าภายในรถของคุณจะเหมือนใหม่จนแทบจำไม่ได้เลย

  1. ฉีดสเปรย์เคลือบสีทุกครั้งหลังล้างรถเสร็จ

หลังจากที่คุณล้างรถเสร็จก็ยอมเสียเวลาอีกสักหน่อย ไม่เกิน 10 นาทีฉีดสเปรย์เคลือบสีรถของคุณสักหน่อย นอกจากจะช่วยเพิ่มความเงางามให้กับตัวรถของคุณแล้ว ในตอนที่ใช้รถขับลุยฝน คราบสกปรกก็ยังจะติดมากับรถน้อยลงอีกด้วย เป็นอีกวิธีล้างรถให้เงา

เช่ารถขับเอง, รถเช่า, บำรุงรักษารถ

คำแนะนำในการบำรุงรักษารถยนต์เมื่อต้องเช่ารถขับเอง

โดยปกติแล้วรถยนต์ของบริษัทเช่ารถมักจะมีเจ้าหน้าที่รับส่งรถคอยดูแลและบำรุงรักษารถก่อนจะถึงมือเราอยู่แล้ว โดยที่เราไม่ต้องเสียเวลาลงมือทำด้วยตัวเอง แต่หากว่าเรามีความรู้ในการบำรุงรักษารถยนต์ด้วยตนเองได้ ก็จะมีประโยชน์แก่การใช้รถของตัวเองไม่น้อย ซึ่งในการบำรุงรักษารถยนต์ด้วยตนเองนั้น มีข้อควรระวังในการบำรุงรักษารถด้วย ก่อนอื่นต้องแน่ใจว่าได้ปฏิบัติตามข้อควรระวังที่ให้ไว้ในส่วนนี้อย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้นแล้วจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ คำแนะนำในส่วนนี้ใช้ เฉพาะในการบำรุงรักษารถ เฉพาะส่วนที่บำรุงรักษาง่ายๆการทำงานใดๆ เกี่ยวกับรถยนต์ของท่านควรจะใช้ความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นตามคำแนะนำหรือคำเตือนดังต่อไปนี้

-ขณะเครื่องยนต์กำลังทำงาน ระวังอย่าให้มือ, เสื้อผ้าและเครื่องมือต่างๆเข้าใกล้ใบพัด และสายพานขับเครื่องยนต์ (ควรถอดแหวน, นาฬิกา และเนคไท ออกก่อนทำการตรวจซ่อม)

-หลังจากใช้รถให้ระวังอย่าสัมผัสกับเครื่องยนต์, หม้อน้ำและท่อไอเสีย เนื่องจากความร้อนของสิ่งเหล่านี้อาจสร้างอันตรายต่อร่างกายท่านได้

-อย่าสูบบุหรี่ใกล้น้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากไอน้ำมันเชื้อเพลิงจะไวไฟมาก เสี่ยงต่อการลุกไหม้ของรถอย่างรวดเร็ว

-ให้ระมัดระวังอันตรายจากน้ำกรด และไอน้ำกรดจากแบตเตอรี่ เมื่อทำงานอยู่กับแบตเตอรี่

-อย่าเข้าใต้ท้องรถโดยมีเพียงแม่แรงรองรับเท่านั้น ควรใช้ขาตั้งรองรับเสียก่อน

-ใช้อุปกรณ์ป้องกันตาขณะทำงานในที่ที่อาจมีของตก มีการพ่นหรือละอองของเหลวกระเด็นออกมาไม่ว่าจะอยู่บนหรือใต้รถก็ตาม

-ควรระมัดระวังเมื่อมีการเติมน้ำมันเบรก เนื่องจากน้ำมันเบรกเป็นอันตรายต่อตาของท่าน และทำลายสีรถได้ ถ้าน้ำมันเบรกกระเด็นเข้าตาหรือโดนสีรถให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดโดยทันที

-จำไว้ว่าสายจากแบตเตอรี่และสายไฟจุดระเบิด มีกระแส หรือแรงดันไฟสูงมาก จะต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดการลัดวงจร

-ก่อนปิดกระโปรงหน้า ตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่ลืมเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆไว้

-ถ้าท่านทำน้ำมันต่างๆ หกรดโดนชิ้นส่วนต่างๆ ให้รีบล้างออกโดยน้ำสะอาดเพื่อป้องกันชิ้นส่วนหรือสีเสียหาย

-อย่าเติมน้ำมันเกียร์อัตโนมัติมากเกิน มิฉะนั้นระบบเกียร์อาจเสียหายได้

-อย่าเติมน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์มากเกิน มิฉะนั้นระบบพวงมาลัยเพาเวอร์อาจจะเสียหายได้

และทั้งหมดนี้ก็คือ [เช่ารถขับเอง 2021] จะบำรุงรักษารถยังไงได้บ้าง เป็นอย่างไรกันบ้าง น่าสนใจเลยใช่ไหม และสำหรับใครก็ตามที่อยากเช่ารถขับเองเพื่อที่ไม่ต้องเสียเวลาบำรุงรักษารถด้วยตนเอง ขอให้คิดถึงเรา เช่ารถขับเอง กับ ECOCAR RENT-A-CAR เอาไว้เลยนะ บริษัทเช่ารถนี้จดทะเบียนธุรกิจกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว มากด้วยประสบการณ์ในการให้บริการเช่ารถมามากกว่า 9 ปี มีรถยนต์หลายร้อยคัน ทุกคันมีคุณภาพดี อายุใช้งานไม่ถึง 5 ปี มากด้วยบริการที่หลากหลาย ทั้งเช่ารถขับเอง-เช่ารถพร้อมคนขับ-เช่ารถระหว่างซ่อม-เช่ารถหรู-เช่ารถตู้-เช่ารถกระบะ-เช่ารถมอไซต์-เช่ารถรายวัน-เช่ารถรายเดือน ทุกคันมีน้ำมันเติมให้เต็มถัง พร้อมกับประภัยชั้นหนึ่งให้ด้วย มีแม่แรงและยางอะไหล่ไว้เปลี่ยนให้ ที่สำคัญคือรถทุกคันขับขี่ไปได้ทั่วไทย ไม่จำกัดระยะทางด้วยนะ

และสำหรับใครทิ่อยากจะได้ความรู้เรื่องการเช่ารถเพิ่มเติม ขอให้อ่านบทความ เช่ารถที่ไหนดี 5 เทคนิคเช่ารถอย่างไรให้คุ้มค่า คุ้มราคา  รอเอาไว้เลยนะ มีเทคนิคการเช่ารถที่ต้องอ่านเป็นอย่างยิ่งด้วย