เกาะเกร็ด
แผนที่เกาะเกร็ด

เกาะเกร็ด เสน่ห์เล็กๆของเมืองนนท์

มีใครชอบเที่ยวเกาะบ้างยกมือ! เชื่อว่าต้องมีสักคนแหละที่ชอบเที่ยวเกาะกัน จะเกาะริมทะเลในภาคตะวันออก หรือ เกาะแถวๆภาคใต้ เพื่อนๆก็ต้องชอบไปแน่นอน แต่วันนี้เราจะมาแนะนำเกาะใกล้กรุง ที่อยู่ในภาคกลาง เป็นเกาะกลางลำน้ำเจ้าพระยา ไม่ห่างไกลจากกรุงเทพ สามารถก้าวสเตปเท้าย่างมาที่นี่ได้สบายๆ กับ “เกาะเกร็ด” ในจังหวัดนนทบุรีนี่เอง ถ้าเพื่อนๆเบื่อกับอยู่บ้านหรือออกไปเที่ยวห้าง การมาเที่ยวเพื่อสัมผัสวิถีชุมชนเกาะเกร็ดก็เป็นความคิดที่ดีไม่น้อย เรามาดูกันดีกว่า ว่าเกาะเกร็ดนี้ มีอะไรดี ทำไมต้องเที่ยว แล้วมีเสน่ห์ยังไง

เกาะเกร็ดประวัติของเกาะเกร็ด

เกาะเกร็ด เกิดขึ้นจากการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงส่วนที่เป็นแหลม ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ แห่งกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2265 เรียกว่า “คลองลัดเกร็ดน้อย” ในจังหวัดนนทบุรี (คลองลัดเกร็ดใหญ่อยู่ที่จังหวัดปทุมธานี ขุดลัดแม่น้ำเจ้าพระยาตอนท้ายอำเภอสามโคกมาทางใต้ถึงคลองขวางเชียงราก) ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางแรงขึ้น เซาะตลิ่งทำให้คลองขยาย แผ่นดินตรงแหลมจึงกลายเป็นเกาะ ชื่อเดิมเรียกว่า “เกาะศาลากุน”
“เกาะเกร็ด” มีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สังเกตได้จากวัดวาอารามต่าง ๆ บนเกาะส่วนใหญ่จะเป็นศิลปะในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่คงจะมาร้างคนเมื่อพม่ามายึดกรุงศรีอยุธยา หลังจากกอบกู้เอกราชได้ พระเจ้าตากสินมหาราชจึงโปรดให้ชาวมอญมาตั้งถิ่นฐานที่นี่ โดยชาวมอญบนเกาะเกร็ดนั้น มีทั้งที่เข้ามาในสมัยกรุงธนบุรี และสมัยรัชกาลที่ 2 ต่อมาเมื่อตั้งอำเภอปากเกร็ดขึ้นแล้ว “เกาะศาลากุน” จึงมีฐานะเป็นตำบล และเรียกว่า ตำบลเกาะเกร็ด เกาะนี้จึงมีชื่อว่า “เกาะเกร็ด”
เมื่อข้ามเรือมายังเกาะเกร็ดสิ่งแรกที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยนั้นคือสองข้างทางเต็มไปด้วยชุมชนที่นำขนมไทย อาหารคาวหวานออกมาขายถึงหน้าบ้าน และมนต์เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งเกาะเกร็ดถือได้ว่าเป็นแหล่งชุมชนคนมอญที่มีชื่อเสียงในเรื่องของเครื่องปั้นดินเผา ดังนั้นเกาะเกร็ดจึงเต็มไปด้วยเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นสินค้าของฝากชั้นดีที่ควรซื้อกลับบ้านเป็นอย่างยิ่ง

สถานที่ท่องเที่ยวในเกาะเกร็ด

วัดปรมัยยิกาวาส (วัดปากอ่าว)
เริ่มกันที่วัดซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของเกาะเกร็ดไปแล้ว นั่นคือ “วัดปรมัยยิกาวาส” (วัดปากอ่าว) ในวัดนี้มีสิ่งที่น่าชมอยู่หลายอย่าง ที่ท่าเรือหน้าวัดจะพบปราสาทไม้ห้ายอด ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเหม (โลงศพมอญ) ของอดีตเจ้าอาวาส ตั้งตระหง่านอยู่ ส่วนพระอุโบสถมีการตกแต่งด้วยวัสดุนำเข้าจากอิตาลี ศิลปะยุโรปแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่กระนั้นพระองค์ยังรักษาธรรมเนียมเดิม โดยรับสั่งให้ที่นี่ริเริ่มการสวดเป็นภาษามอญ และปัจจุบันที่นี่เป็นวัดเดียวที่ยังเก็บรักษาพระไตรปิฎกภาษามอญไว้ พระประธานในพระอุโบสถนั้นเป็นพระปางมารวิชัย ฝีพระหัตถ์ของพระองค์เจ้าประดิษฐานวรการ ผู้ที่สร้างพระสยามเทวาธิราช รัชกาลที่ 5 ทรงยกย่องว่าพระประธานองค์นี้งามด้วยฝีพระพักตร์ดูมีชีวิตชีวาเหมือนคนจริง ด้านหลังพระอุโบสถมีพระมหารามัญเจดีย์จำลองแบบมาจากเจดีย์ชเวดากองของเมียนมา อย่างไรก็ตามเอกลักษณ์ของมอญอีกอย่างหนึ่งในวัดนี้ คือ “เจดีย์ทรงรามัญ” ที่จำลองแบบมาจากพระธาตุเจดีย์มุเตา เมืองหงสาวดี ซึ่งคนมอญนับถือมาก ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เนื่องจากเจดีย์อยู่ติดแม่น้ำ กระแสน้ำกัดเซาะฐานราก ทำให้เจดีย์มีลักษณะเอียง ดูแปลกตา นับเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของเกาะเกร็ด
ส่วนที่ “พิพิธภัณฑ์วัดปรมัยยิกาวาส และหอไทยนิทัศน์เครื่องปั้นดินเผา” จะจัดแสดงวัตถุต่าง ๆ ที่ล้วนน่าชม เช่น พระพิมพ์ เครื่องแก้ว เครื่องถ้วยชาม รวมทั้ง “เหม” ที่ พ.อ. ชาติวัฒน์ งามนิยม บรรจงสร้างขึ้น จนนับว่าเป็นงานศิลป์ชิ้นเยี่ยมชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว นับตั้งแต่การออกแบบโครงสร้าง การต่อลาย การตอกไข่ปลาเพื่อต่อลายบนกระดาษอะลูมิเนียม ทุกชิ้นส่วนที่นำมาประกอบเป็นเหมนี้ ล้วนแต่ต้องทำอย่างละเอียด ประณีต เชื่อว่าชาวมอญคงดัดแปลงลักษณะของเหมมาจากโลงของพระพุทธเจ้า ซึ่งก้นสอบปากบานข้างแคบเช่นกัน (ในพิพิธภัณฑ์แสดงภาพไว้) โลงเหมใช้กับศพแห้ง เหมพระ จะมีลักษณะพิเศษกว่าตรงที่เจาะหน้าต่างมองเห็นศพด้านในได้ ทั้งนี้เปิดให้เข้าชมในวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00-16.00 น. ส่วนในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดเวลา 09.00-17.00 น. โดยไม่เก็บค่าเข้าชม
พระเจดีย์มุตาว หรือ มุเตา เป็น พระเจดีย์แบบมอญ ลักษณะเป็นพระเจดีย์ทรงระฆังเตี้ย แบบพระธาตุมุตาว ชาวรามัญได้สร้างขึ้นคู่กับวัดปากอ่าวในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ได้บรรจุพระธาตุ มีความสูง 9.34 เมตร ยอดพระเจดีย์มีฉัตรสูง 2.28 เมตร มีอายุราว 300 ปี กรมศิลปากรได้ทำการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2438 สาเหตุที่เจดีย์เอียง เพราะน้ำเซาะตลิ่งพัง ส่งผลให้เจดีย์ทรุดตัวและเอียงลงเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2434 ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้สร้างเขื่อนไม้และเขื่อนปูน แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ปัจจุบันกรมศิลปากรอนุญาตให้ซ่อมตัวพระเจดีย์เชิงอนุรักษ์ในสภาพเอียงไว้ ทำให้ พระเจดีย์มุตาว หรือ เจดีย์เอียง องค์นี้ กลายเป็นสัญลักษณ์ของเกาะเกร็ดที่นักท่องเที่ยวต้องแวะมาชม

วัดเสาธงทอง (วัดสวนหมาก)
วัดเสาธงทอง ตั้งอยู่ที่ตำบลเกาะเกร็ด เป็นวัดโบราณเดิมชื่อ วัดสวนหมาก คือเมื่อได้สร้างวัดขึ้นต้นหมากก็ถูกตัดจนหมด จนกระทั่งถึงปลายรัชกาลที่ 4 เจ้าจอมมารดาอำภา ซึ่งเป็นเจ้าจอมในสมัยรัชกาลที่ 2 พร้อมด้วยกรมหมื่นภูบาลกรมขุนวรจักรกรีได้เสด็จมาและได้บูรณะวัดซึ่งกำลังทรุดโทรมและทรงเห็นว่า ต้นหมากก็หมดไปแล้ว จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ว่าวัดเสาธงทอง จนกระทั่งทุกวันนี้ วัดเสาธงทอง นอกจากเป็นที่ตั้งโรงเรียนประถมแห่งแรกของอำเภอปากเกร็ดแล้ว ด้านหลังอุโบสถยังประดิษฐานเจดีย์ที่สูงที่สุดของอำเภอปากเกร็ดด้วย  วัดเสาธงทอง เป็นศิลปะสมัยอยุธยา ที่มีเจดีย์ ย่อมุมสิบสองขนาดใหญ่อยู่หลังโบสถ์ เป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในเขตอำเภอปากเกร็ด ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ มีเจดีย์องค์เล็กเป็นเจดีย์ บริวารโดยรอบอีก 2 ชั้น ด้านข้างโบสถ์มีเจดีย์องค์ใหญ่อีก 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นเจดีย์ทรงระฆังกลมอีกองค์หนึ่งมีรูปแปลกมีฐานเหลี่ยม องค์ระฆังทำเป็นทรงกลมสูง ภายในโบสถ์มีลายเพดานสวยงามมาก เป็นลายทองเขียนลาย กรวยเชิงอย่างงามพระประธานเป็นพระปางมารวิชัย ปูนปั้น ขนาดใหญ่องค์หนึ่งในจังหวัดนนทบุรี คนมอญเรียก วัดนี้ว่า “เพ๊ยะอาล๊าต”  ในสมัยอยุธยาเรียกว่า “วัดสวนหมาก”  บริเวณหน้าอุโบสถจะมีต้นยางอายุกว่า 200 ปี ที่มีความสูงที่สุดในจังหวัดนนทบุรี และศาลสองกุมารผมจุก และศาลเจ้าแม่ตะเคียน ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชาวเกาะเกร็ด และนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

เกาะเกร็ด

วัดฉิมพลีสุทธาวาส
วัดฉิมพลีสุทธาวาส หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าวัดฉิมพลี สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง เดิมชื่อว่า วัดป่าฝ้าย สันนิษฐานว่าแต่เดิมน่าจะมีการปลูกฝ้ายกันมากในบริเวณนี้ ถูกทิ้งร้างไปพร้อมกับวัดป่าเลไลยก์ที่อยู่ติดกัน บางคนเรียกวัดนี้ว่าวัดป่าฝ้ายร้าง วัดป่าฝ้ายสร้างเมื่อพม่ายึดเมืองนนทบุรีและด่านปากเกร็ด เมื่อพ.ศ. 2308 จนมาถึงพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตก ในปี พ.ศ. 2310 ต่อมา ปี พ.ศ. 2317 พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คนมอญที่อพยพหนีพม่ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บนเกาะเกร็ด จึงได้มีการบูรณะวัดป่าฝ้ายขึ้นมาอีกครั้ง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๒ สันนิษฐานว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ พระยาวิเชียรวารี เป็นแม่กองบูรณปฏิสังขรณ์ ประมาณ พ.ศ. 2358 และพระราชทานนามวัดเป็น วัดฉิมพลี (เนื่องจากพระนามเดิมของรัชกาลที่ ๒ คือ เจ้าฟ้าชายฉิม) และตราพระราชลัญจกรของพระองค์เป็นรูปครุฑ ซึ่งอาศัยอยู่วิมานฉิมพลี ชื่อเต็มของวัดฉิมพลี คือ วัดฉิมพลีสุทธาวาส คำว่า “สุทธาวาส” ที่พ่วงท้ายชื่อใกล้เคียงกับชื่อเดิมของวัดสุทัศน์ คือ วัดมหาสุทธาวาส วัดแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นวัดที่มีอุโบสถงดงามที่สุดในจังหวัดนนทบุรี เป็นโบสถ์แบบมหาอุตม์ที่ยังรักษาลักษณะสถาปัตยกรรมแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาไว้ได้มาก การบูรณะในช่วงรัชกาลที่ ๒ คงมีการบูรณะใหม่ทั้งวัด และในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดปากอ่าว (วัดปรมัยยิกาวาส) ในครั้งนั้นได้มีพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารตามเสด็จมาบูรณะวัดฉิมพลีสุทธาวาสและวัดใกล้เคียงด้วย วัดฉิมพลี เป็นวัดประจำชุมชนด่านขนอน มีวัดป่าเลไลยก์ และวัดกลางเกร็ด เป็นวัดใกล้เคียงกัน วัดทั้ง 3 แห่ง เป็นวัดที่มีความงดงามยิ่งกว่าวัดแห่งอื่นๆ ในพื้นที่ปากเกร็ด วัดฉิมพลีสุทธาวาสอยู่ใกล้ด่านปากเกร็ด มีเรือสำเภามาจอดอยู่บริเวณด่านจำนวนมาก ก็มีการเอาตุ๊กตาจีนมาใช้เป็นอับเฉาถ่วงเรือกันเรือโคลง หลังจากนั้นก็นำเอาตุ๊กตาเหล่านั้นมาประดับตกแต่งวัด ที่โดดเด่นคือตุ๊กตาใหญ่ สูงประมาณ 2 เมตร 1 คู่ที่อยู่ข้างซุ้มประตูโบสถ์ นับเป็นวัดเดียวในจังหวัดนนทบุรี แม้แต่ในกรุงเทพฯ เองก็มีไม่กี่วัดเท่านั้นที่จะมีตุ๊กตาจีนใหญ่ขนาดนี้ ตุ๊กตาทั้งคู่เคยถูกขโมยไปจะออกนอกทะเลทางสมุทรปราการ แต่แสดงปาฏิหาริย์ลังแตกจนนำกลับมาได้ดังเดิม ใบหน้าของตุ๊กตายิ้มแย้มแจ่มใสต้อนรับคนที่เข้ามานมัสการพระในอุโบสถ พระอุโบสถมีขนาด 5 ห้อง แบบมหาอุตม์ โบสถ์ขนาดเล็กงดงามมากและยังมีสภาพสมบูรณ์แบบดั้งเดิม หน้าบันจำหลักไม้เป็นรูปเทพทรงราชรถล้อมรอบด้วยลายดอกไม้ ซุ้มประตูเป็นทรงมณฑป ซุ้มหน้าต่างแบบหน้านาง ยังคงเห็นความงามอยู่ และฐานโบสถ์โค้งแบบเรือสำเภา พระประธานในโบสถ์เป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัย มีพุทธลักษณะงดงาม ประดิษฐานบนแท่นปั้นลายด้วยปูนปิดทองประดับกระจกสี มีผ้าทิพย์ที่งดงาม มีพระสาวกนั่งพนมมืออยู่บนฐานด้านหน้า ด้านข้างโบสถ์มีเจดีย์ทรงมอญ เรียกว่าพระมหาจุฬามณีเจดีย์ สร้างแบบย่อมุมไม้สิบหก สมัยกรุงศรีอยุธยา มีเจดีย์ราย 4 องค์ มหาจุฬามณีเจดีย์ประดับกระจกสีตั้งแต่บัวกลุ่มรองรับองค์คอระฆัง เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบหกองค์เดียวของจังหวัดนนทบุรีที่สร้างสมัยอยุธยาและมีความงดงามมาก

เกาะเกร็ด

วัดไผ่ล้อม
เป็นวัดที่สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย มีโบสถ์ที่งดงามมาก ลายหน้าบันจำหลักไม้เป็นลายดอกไม้ มีคันทวยและบัวหัวเสาที่งดงามเช่นกัน หน้าโบสถ์มีเจดีย์ขนาดย่อมสององค์รูปทรงคล้ายมะเฟือง ฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมสิบสอง ประดับลายปูนปั้น คนมอญเรียกวัดนี้ว่า “เพี๊ยะโต้” กวานอาม่าน เป็นศูนย์วัฒนธรรมพื้นบ้านชาวมอญ จัดแสดงเครื่องปั้นดินเผามอญลายโบราณ เปิดให้ชมทุกวัน การปั้น เครื่องปั้นดินเผานั้น มีมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี นับเป็นหัตถกรรม พื้นบ้าน ที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดนนทบุรี ลวดลายประณีตสวยงาม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และถูกนำไปเป็นตราประจำจังหวัดนนทบุรี สองข้างทางเดินบนเกาะมีบางบ้านที่ทำเครื่องปั้นดินเผา ภาชนะของใช้ ในชีวิตประจำ เช่น กระถาง ครก โอ่งน้ำ ฯลฯ สามารถเข้าไปชมได้ ภายในวัดไผล้อมจะมีพระพุทธรูปหลวงพ่อโต อยู่ด้านหน้าโบสถ์ ให้นักท่องเที่ยวได้กราบสักการะก่อนเข้าไปกราบไหว้พระพุทธรูปด้านใน แล้วออกมาเดินชมความสวยงามของโบสถ์ เมื่อเดินไปทางด้านหลัง ก็จะพบกับเจดีย์ สีเหลืองอร่าม สวยงามมาก รอบๆ เจดีย์ จะเป็นพระประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน เรียกว่าศิลปะมอญ สวยงามมากเลยค่ะ โดยเฉพาะลักษณะของเจดีย์ ขนาดย่อมที่อยู่บริเวณด้านหน้าวัด

เกาะเกร็ด

กวานอาม่าน
บ้านกวานอาม่าน ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงหัตถกรรมพื้นบ้านที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนนทบุรี ตั้งอยู่บนเกาะเกร็ด ตำบลเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา เล่าเรื่องราวแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาแบบโบราณที่หาชมได้ยาก ชมความประณีตสวยงาม มีเอกลักษณ์ ของศิลปะเครื่องปั้นดินเผา สกุลช่างเกาะเกร็ด มาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา หรือ ที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “บ้านกวานอาม่าน” ซึ่งหมายถึง หมู่บ้านช่างปั้น โดยในบริเวณนี้ มีช่างปั้นอาศัยอยู่มากมาย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ริเริ่มโดย คุณพิศาล บุญผูก ภายในเป็นศูนย์วัฒนธรรมพื้นบ้านชาวมอญ จัดแสดงเครื่องปั้นดินเผามอญลายโบราณ และเครื่องปั้นดินเผาแบบต่างๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต และภูมิปัญญา รวมถึงความศรัทธาในพุทธศาสนาของชาวมอญ ไม่ว่าจะเป็นเจี่ยม (กะละมัง) หม้อสงกรานต์ ซึ่งใช้ใส่ข้าวแช่ นำไปถวายพระในวันสงกรานต์ เป็นต้น นอกจากนี้ระหว่างสองข้างทางเดินบนเกาะเกร็ด จะพบว่ามีบางบ้านที่ทำเครื่องปั้นดินเผา เป็นภาชนะของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กระถาง ครก โอ่งน้ำ ฯลฯ พื้นที่นี้ ถือเป็นหมู่บ้านช่างปั้นดินเผาที่เก่าแก่ ซึ่งแต่เดิมการทำเครื่องปั้นดินเผา เป็นอาชีพชาวมอญ มาตั้งแต่ครั้งตั้งถิ่นฐาน อยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำอิรวดี เมื่ออพยพมาอยู่ที่เกาะเกร็ด ก็ยังคงรักษาฝีมือช่างเครื่องปั้นดินเผาแบบชาวมอญไว้ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ ของศิลปะสกุลช่างของเกาะเกร็ด คือ โอ่งสลัก หรือหม้อสลัก หรือ ที่เรียกกันในปัจจุบันว่า หม้อลายวิจิตร มีการทำมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ด้วยการตกแต่งที่งดงาม ลวดลายประณีต เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ จนได้รับการยกให้เป็นสัญลักษณ์ตราประจำจังหวัดนนทบุรีอีกด้วย

เกาะเกร็ด

คลองขนมหวาน
“คลองขนมหวาน” คือบ้านที่ทำขนมหวานติดริมแม่น้ำ และมีสาธิตการทำขนมให้นักท่องเที่ยวได้ชม พร้อมซื้อกลับเป็นของฝาก ตั้งอยู่บริเวณคลองขนมหวานและคลองอื่นๆรอบเกาะเกร็ด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่สองฝั่งคลองจะทำขนมหวาน จำพวกทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง และขนมหวานอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมสาธิตวิธีการทำให้นักท่องเที่ยวได้ชม ซึ่งเป็นคลองที่มีบ้านริมน้ำหลายต่อหลายบ้าน หลายต่อหลายครอบครัวนิยมทำขนมไทย หรือขนมหวานนานาชนิด กัน ถือว่าเป็นแหล่งรวมความอร่อยของขนมไทยและอาหารไทยโบราณก็ว่าได้ สำหรับบ้านที่ทำขนมหวานขายก็มีหลายร้าน เช่น ร้านคุณแอ๋ว, สมชายบ้านทำขนมหวานไทย เป็นต้น

อย่างไรก็ตามแรงดึงดูดอย่างหนึ่งบนเกาะเกร็ดที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่นี่ คงหนีไม่พ้นเรื่องของอาหารการกินที่ดูจะหลากหลายมากมายกันจนลายตา ไม่ว่าจะเป็น “ข้าวแช่” อาหารของชาวมอญ ที่สืบทอดสูตรกันมายาวนาน รับประทานพร้อมเครื่องเคียงครบรสที่มีให้เลือกเพียบส่วนใครที่ไปเกาะเกร็ดแล้วไม่ได้รับประทาน “ทอดมันหน่อกะลา” ก็เหมือนไปไม่ถึง เพราะ “ทอดมันหน่อกะลา” ถือเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่เลยก็ว่าได้ แถมยังมีให้เลือกซื้อเลือกชิมหลายร้าน ทั้งเจ้าเก่าเจ้าใหม่ เรื่องของรสชาตินั้นไม่ต้องพูดถึง เรียกได้ว่า อร่อยไม่มีใครยอมใครกันเลยทีเดียว

การเดินทางมายังเกาะเกร็ด

รถยนต์ : เดินทางโดยรถยนต์มาที่ห้าแยกปากเกร็ด ตรงไปตามถนนแจ้งวัฒนะ ทางไปเทศบาลปากเกร็ด จากห้าแยกประมาณ 20 เมตร ก่อนถึงโรงหนังเมเจอร์ ฮอลลีวูด เลี้ยวซ้ายเข้าถนนภูมิเวท ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ถึงวัดสนามเหนือจอดรถไว้ที่วัด แล้วนั่งเรือข้ามไปเกาะเกร็ด

เรือ : เดินทางจากกรุงเทพฯ โดยเรือด่วนเจ้าพระยาออกจากท่าวัดสิงขร ลงที่ท่าน้ำจังหวัดนนทบุรี จากนั้นเช่าเหมาเรือหางยาวที่ท่าน้ำนนทบุรี ไปที่เกาะเกร็ด หรือนั่งเรือรถประจำทางจากท่าน้ำนนทบุรีไปที่อำเภอปากเกร็ด แล้วลงเรือที่วัดสนามเหนือหรือวัดกลาง

รถโดยสาร : ขึ้นรถเมล์สาย 166 จากอนุสาวรีย์ชีย-ปากเกร็ด และรถตู้โดยสารจากอนุสาวรีย์ชีย-ปากเกร็ด และจากเดอะมอลล์บางกะปิ-ปากเกร็ด ให้ลงรถที่ป้ายโรงหนังเมเจอร์ ฮอลลีวูด แล้วนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างไปที่ท่าเรือวัดสนามเหนือหรือวัดกลางเกร็ด